Archives for Blog

แบบไหนดีกว่า ทำเอง Vs จ้างบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์

ด้วยเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทกับคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ และโลกใบนี้เป็นพื้นที่ที่ให้ทุกคนเข้ามาใช้ได้อย่างเสรี ไม่ว่าคุณจะเป็นแบรนด์ใหญ่ แบรนด์กลาง หรือแบรนด์เล็ก ธุรกิจทำเว็บไซต์ ขายของไม่ได้ผูกขาด หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินแค่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถึงแม้ว่าโลกออนไลน์จะมีความน่าสนใจ คนหลายๆ คน หลายๆ กลุ่มยังคงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และปรับตัว เพราะเรื่องเหล่านี้เปรียบเสมือนโลกใหม่ที่ไม่เหมือนกับโลกเก่าๆ ที่หลายคนคุ้นเคย ซึ่งคนหลายๆ คนเห็นถึงช่องทางตรงนี้ จึงเปิดบริษัทรับทำการตลาดเว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์ ให้กับแบรนด์ต่างๆ ในขณะเดียวกันแบรนด์ที่รับทำการตลาดออฟไลน์อยู่แล้ว ก็หันมาเพิ่มบริการออนไลน์ให้กับลูกค้าเดิมของพวกเขา โดยปกติแล้วคน หรือบริษัทเหล่านี้ก็จะเรียกตัวเองว่า “Agency” แน่นอนว่า การที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่นั้นแสดงว่าคุณน่าจะกำลังสนใจจ้าง Agency มาช่วยทำการตลาดออนไลน์ให้กับคุณ แต่คุณก็ยังคงมีคำถามในใจอยู่เช่น ทำเองจะคุ้มกว่าไหม? หรือจ้างมาแล้วจะดีรึเปล่า? ผมคิดว่าถ้าคุณอ่านบทความนี้จบ คุณจะสามารถตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นว่าจะ “ทำเอง” หรือ “จ้างทำ” อย่างแน่นอน ป.ล. ถึงแม้ว่าบริษัทของผมเองก็รับทำการตลาดออนไลน์ รับทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ เหมือนกัน แต่ไม่ต้องกลัวว่าผมจะลำเอียงเขียนเข้าข้างบริษัทของตัวเองนะ ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ผมจะถอดหมวก Agency ออกไป และสวมหมวกลูกค้าที่กำลังหาผู้ช่วยทางธุรกิจแทน      

ทำการตลาดออนไลน์เอง

ข้อดีของการทำเอง

[vc_row][vc_column][vc_empty_space height="40px"][vc_tta_tour style="modern" shape="square" color="pink" gap="2" active_section="1"][vc_tta_section title="1. รู้เรื่องตัวเองดีสุด" tab_id="1581405045657-dafa6898-44b5"][vc_column_text]ไม่มีใครที่จะรู้จัก และเข้าใจธุรกิจของคุณดีเท่าคุณ หรือคนในบริษัทของคุณ การที่คุณทำการตลาดออนไลน์ ทําเว็บ e-commerce เองนั้นจะทำให้คุณสามารถใช้ความรู้ และความเชี่ยวชาญของคุณตอบสนองความต้องการของลูกค้าของคุณได้ดีกว่าการจ้าง Agency[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="2. มีความ “อิน” มากกว่า" tab_id="1581405045791-411afe4b-4582"][vc_column_text]การที่คุณเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือการที่คุณส่วนหนึ่งของบริษัท​ คุณจะมี Passion ในธุรกิจของคุณมากกว่า Agency เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่คุณทำออกมาจะสะท้อนตัวตนของแบรนด์ของคุณได้ดีกว่าการที่จะให้ Agency ทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้รวมไปถึงความทุ่มเทให้กับตัวงานด้วย[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="3. ราคาถูกกว่า" tab_id="1581477731120-4cfabf0f-cb5a"][vc_column_text]การพยายามทำการตลาดออนไลน์ด้วยตัวเองนั้น ถ้าคุณสามารถทำได้ และทำได้ดี ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าคิดกลยุทธ์ ค่าโปรดักชั่น ค่าซื้อโฆษณา รวมๆ แล้วน่าจะถูกกว่าการจ้าง Agency[/vc_column_text][/vc_tta_section][/vc_tta_tour][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column css=".vc_custom_1581407455677{background-position: center !important;background-repeat: no-repeat !important;background-size: cover !important;}"]  

ข้อด้อยของการทำเอง

[vc_tta_tour style="modern" shape="square" color="pink" gap="2" active_section="1"][vc_tta_section title="1. ความไม่เชี่ยวชาญ" tab_id="1581477307700-af2cea23-7066"][vc_column_text]คนเราไม่ได้เก่ง หรือมีความรู้ในทุกๆ ด้าน คุณอาจจะมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในธุรกิจ หรือในอุตสาหกรรมที่คุณอยู่ ซึ่งการตลาดออนไลน์อาจจะไม่ใช่เรื่องที่คุณเชี่ยวชาญ การที่คุณพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง อาจจะทำให้ทำมันออกมาได้ไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="2. ความไม่แน่นอน" tab_id="1581477307727-70fd6580-f17e"][vc_column_text]ต่อจากข้อก่อนหน้านี้ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีความถนัดในเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ คุณสามารถแก้ได้โดยการจ้างคนที่รู้เรื่องนี้เข้ามา แต่คุณอาจจะต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องความไม่แน่นอนในบริษัทหลายๆ อย่าง เช่นในกรณีที่นักการตลาดออนไลน์ที่คุณรับเข้ามาทำงานได้ 2-3 ปี แล้วลาออก เป็นต้น[/vc_column_text][/vc_tta_section][/vc_tta_tour][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_empty_space height="40px"][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column]

ใครที่เหมาะกับการทำการตลาดออนไลน์เอง

[vc_tta_tour style="modern" shape="square" color="pink" gap="2" active_section="1"][vc_tta_section title="1. แบรนด์ขนาดเล็ก" tab_id="1581406155804-a20eeed8-ac67"][vc_column_text]ในช่วงเริ่มต้นแบรนด์ขนาดเล็กไม่ได้มียอดขายสูง งบประมาณที่มีสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ก็อาจจะไม่ได้มาก การลองเริ่มต้นศึกษา และทำการตลาดด้วยตัวเองจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าการจ้างคนมาช่วยทำให้[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="2. แบรนด์ขนาดใหญ่" tab_id="1581406155953-da4eab20-88c0"][vc_custom_heading text="จ้างบริษัททำการตลาดออนไลน์" font_container="tag:h1|font_size:35|text_align:center|color:%23ffffff|line_height:%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%20vs%20%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B3"][vc_column_text]สำหรับแบรนด์ใหญ่ๆ การจ้างคนมาทำงานแบบ In-house แล้วใช้วิธีการจ้างวิทยากรมาสอนคนในบริษัท หรือจ้างที่ปรึกษามาเพื่อแนะนำ หรือมาทำเรื่องที่มันค่อนข้างเฉพาะอาจจะตอบโจทย์มากกว่า ป.ล. การที่คุณเลือกวิธีนี้ คุณ และบริษัทของคุณควรที่จะรู้เรื่องเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ในระดับหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุด คุณควรจะรู้จักการทำการตลาดผ่าน Facebook, LINE, Instagram[/vc_column_text][/vc_tta_section][/vc_tta_tour][vc_empty_space height="40px"] [/vc_column][/vc_row][vc_row]  

จ้างบริษัททำการตลาดออนไลน์

 

ข้อดีของการจ้างทำ

[vc_tta_tour style="modern" shape="square" color="pink" gap="2" active_section="1"][vc_tta_section title="1. มีเวลาไปโฟกัสสิ่งที่สำคัญ" tab_id="1581406553612-de7fa2c6-ec59"][vc_column_text]เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับการทำธุรกิจ ซึ่งการที่คุณจ้าง Agency มาช่วยดูงานการตลาดออนไลน์ของคุณนั้นจะช่วยให้คุณสามารถไปโฟกัสในสิ่งที่สำคัญกับคุณ และลูกค้าของคุณจริงๆ[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="2. ได้ความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย" tab_id="1581406553779-94ac1c9f-8c81"][vc_column_text]การที่คุณมีทีมการตลาดออนไลน์ของตัวเอง คุณอาจจะมีคน 1 หรือ 2 คนที่ต้องทำหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ซึ่งส่งผลให้ทีมของคุณรู้หลายอย่าง แต่แต่ละอย่างที่รู้นั้นอาจจะไม่ลึก แต่การที่คุณจ้าง Agency นั้นจะเหมือนกับการที่คุณมีทีมเฉพาะด้านแต่ละด้านมาช่วยคุณ เช่นเรื่อง Strategy, SEO, Design, Social Media, Conversion หรือ Programming ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาอาจจะดีกว่า[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="3. ความเสี่ยงที่น้อยกว่า" tab_id="1581406798073-0f19938c-eea1"][vc_column_text]การที่คุณจ้างพนักงาน 1 คนเข้ามาทำงานให้คุณ สิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบไม่ได้มีแค่เงินเดือน แต่ต้องครอบคลุมไปถึงสวัสดิการ ประกันสังคม และอื่นๆ ซึ่งถ้าคุณจ้างคนมาผิด คุณจะเสียทั้งเงิน และเวลาไปเยอะ แต่ถ้าคุณจ้าง Agency คุณอาจจะเร่ิมจ้างจาก Project เล็กๆ เพื่อทดสอบดูว่า Agency นั้นๆ มีความสามารถเพียงพอไหม และสามารถทำงานร่วมกับคุณได้ไหมก่อนได้[/vc_column_text][/vc_tta_section][/vc_tta_tour][/vc_row][vc_row][vc_column]

ข้อด้อยของการจ้างทำ

[vc_tta_tour style="modern" shape="square" color="pink" gap="2" active_section="1"][vc_tta_section title="1. Agency มีลูกค้าหลายเจ้าต้องดูแล" tab_id="1581406654005-8b840de3-0e9b"][vc_column_text]แน่นอนว่า Agency ไม่ได้ทำงานให้กับคุณเพียงแค่เจ้าเดียว เพราะฉะนั้นพวกเขาจะไม่ได้มีความโฟกัสเท่ากับคุณ คุณอาจจะไม่สามารถคาดหวังให้พวกเขาตอบคุณทันทีที่คุณต้องการได้[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="2. ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม" tab_id="1581406654174-6b4dc847-9816"][vc_column_text]ถึงแม้ว่า Agency เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำการตลาดออนไลน์ แต่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมของคุณ เพราะฉะนั้น Agency อาจจะไม่เข้าใจ และรู้จักธุรกิจของคุณได้ดีเท่ากับคุณ[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="3. ราคาสูงกว่า" tab_id="1581406887775-13c72da4-2cd5"][vc_column_text]การจ้าง Agency นั้นเปรียบเสมือนการจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตลาดออนไลน์ให้มาช่วยคุณคิด วางแผน และลงมือทำจริง ซึ่งความเชี่ยวชาญที่คุณได้เพิ่มมานั้นก็จะต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน[/vc_column_text][/vc_tta_section][/vc_tta_tour][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column]

ใครที่เหมาะกับการจ้างบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์

[vc_tta_tour style="modern" shape="square" color="pink" gap="2" active_section="1"][vc_tta_section title="1. แบรนด์ขนาดกลาง" tab_id="1581406684807-f2d39b0c-f465"][vc_column_text]แบรนด์ขนาดกลางมีลูกค้าในระดับนึง และเริ่มมีเงินทุนหมุนเวียน การจ้าง Agency มาช่วยจะทำให้ได้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยทางด้านการตลาดออนไลน์ รับทำเว็บไซต์ e-commerce ซึ่งจะสามารถทำให้แบรนด์ไปโฟกัสที่ธุรกิจหลักได้[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="2. แบรนด์ขนาดใหญ่" tab_id="1581406684983-cd8b8dff-ad52"][vc_column_text]แบรนด์ขนาดใหญ่ที่ตัวธุรกิจหลักไม่เกี่ยวข้องกับการตลาดออนไลน์ก็สามารถที่จะจ้าง Agency มาช่วยดูแล และเอาทรัพยากรที่มีอยู่ในบริษัทนั้นไปโฟกัสกับเรื่องสำคัญ หรือธุรกิจหลักของแบรนด์ อาจจะทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="3. แบรนด์ที่กำลังจะเปลี่ยนจาก Offline สู่ Online " tab_id="1581406983529-a36e9b9e-8b94"][vc_column_text]การเปลี่ยนแปลงจากการทำธุรกิจบนโลก Offline มาสู่โลก Online นั้นไม่สามารถทำได้ง่ายๆ ต่อให้ Mindset ของผู้บริหารดี และถูกต้องแล้ว การมี Skill set และ Tool set ที่ใช่ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน การจ้าง Agency จะทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึง Skill set และ Tool set ที่ดีภายในระยะเวลาสั้นๆ   ป.ล. ถึงแม้ว่าคุณจะตัดสินใจจ้าง Agency มาช่วยคุณ ในทีมของคุณเองควรที่จะมีคนที่มีความรู้ ความเข้าใจการทำการตลาดออนไลน์ในระดับนึง เพื่อที่ว่าคุณจะได้สามารถพูดคุย และประสานงานกับ Agency เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการได้[/vc_column_text][/vc_tta_section][/vc_tta_tour][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_empty_space height="100px"][vc_column_text] ที่มา : magnetolabs.com[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]
Read more

งบน้อยหรือมากไม่ใช่ข้อได้เปรียบในการทำ Inbound Marketing

ข้อด้อยของ Inbound Marketing คือ ต้องอาศัยระยะเวลาในการทำ ซึ่งกว่าจะเห็นผล อาจต้องใช้เวลาเป็นปี แต่ข้อดี คือ ให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน และที่สำคัญคือ จะใช้งบประมาณน้อยหรือมากก็ไม่ใช่เรื่องได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะจากรายงานฯ บริษัทที่ใช้งบประมาณด้านการตลาดมากกว่าหนึ่งล้านบาทต่อเดือนก็ไม่ได้มีสัดส่วนพึงพอใจมากกว่าบริษัทที่ใช้งบน้อย และพวกเขายังเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนพึงพอใจน้อยที่สุดด้วย   งบการตลาด ในการทำ Inbound Marketing   ทั้งนี้ กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่พึงพอใจในประสิทธิภาพการทำการตลาดทำเว็บไซต์ e-commerce  รูปแบบนี้ ใช้งบประมาณเพียง 30% ของงบการตลาดเท่านั้น และกว่าครึ่งของคนที่ตอบแบบสอบถามก็ใช้งบประมาณลงทุนทำ Inbound ไม่ถึง 30,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ต่ำมากๆ เมื่อเทียบกับงบโฆษณา ภาพรวมการทำ Inbound Marketing ในไทยนั้น สรุปได้ว่า ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ใช้งบประมาณในการลงทุนทำไม่สูง แต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการทำจึงจะเห็นผล  

เป้าหมายการตลาดออนไลน์ในปี 2020 โฟกัสที่การเพิ่มยอดลูกค้า

    ในปี 2019 เป้าหมายการทำการตลาด รับทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ บนโลกออนไลน์ของนักการตลาดไทย เทความสำคัญไปที่ “ปากกรวยการตลาด (Top of Funnel)” ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มยอด Traffic, ยอดการเข้าถึงคอนเทนต์, การเพิ่มปฏิสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดีย และผลลัพธ์บนโลกออนไลน์ (Online Conversion) แต่สำหรับ ปี 2020 ธุรกิจจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มยอดลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยยอดปฏิสัมพันธ์กับรับทําเว็บขายของออนไลน์ผู้คนบนโลกออนไลน์ และโฟกัสที่การวัดผลและความคุ้มค่า (ROI) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำการตลาด ตีความได้ว่า ธุรกิจที่ทำ Inbound Marketing ในไทยยังอยู่ในช่วงตั้งต้น จึงต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักก่อน และเมื่อผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับแบรนด์แล้ว จึงวางแผนปรับโฟกัสมาที่การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ หรือ “ก้นกรวยการตลาด” (Bottom of Funnel)     ที่มา : contentshifu.com
Read more

แนะแนวทางที่ผู้ประกอบการควรปรับตัวในปี 2020

แนะแนวทางการปรับตัวของธุรกิจทำเว็บไซต์ e-commerce  เพื่อต้อนรับรูปแบบการค้าขายที่ไร้พรมแดนที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2020 ไว้ดังต่อไปนี้ 1. ทำสินค้าให้ดีและแตกต่าง เพราะเทรนด์การค้าขายแบบไร้พรมแดนของรับทำ e-commerce ชั้นนำ   ส่งเสริมให้ต่างชาติมากมายเข้ามาจับธุรกิจค้าขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในบ้านเรามากยิ่งขึ้น ในฐานะผู้ประกอบการไทยก็ต้องมองให้เห็นถึงช่องทางที่จะทำให้สินค้าของเราโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ด้วยการทำให้สินค้าที่มีอยู่ในมือนั้นมีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร รวมถึงคัดสรรให้คุณภาพของสินค้าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ เพราะจากข้อมูลการช้อปปิ้งออนไลน์ของคนไทยในปัจจุบันมักจะนำสินค้าที่ตามหาอยู่นั้นมาเปรียบเทียบคุณภาพและราคาก่อนการตัดสินใจซื้อทุกครั้ง ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับตัวสินค้าให้มาก เพื่อที่สร้างความโดดเด่นและเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้บริโภคในยุคใหม่ให้ได้มากที่สุด 2. พัฒนาและสร้างความประทับใจให้กับการบริการ การบริการ ถือเป็นอีกปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการทำธุรกิจทำเว็บไซต์ ecommerce ในยุคไร้พรมแดน เพราะการที่จะทำให้ลูกค้าติดหนึบจนไม่อยากหนีไปซื้อสินค้าจากเจ้าอื่นได้นั้น นอกจากเรื่องของสินค้าที่ต้องดีและมีคุณภาพแล้ว ก็ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกพึงพอใจผ่านการบริการของเราให้ได้มากที่สุดด้วย แน่นอนว่าการทำ Direct to Customer (DTC) ที่เป็นการสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้ธุรกิจบรรลุในจุดประสงค์ในด้านการให้บริการได้ ซึ่งในแง่ของกระบวนการที่จะทำให้ลูกค้าสัมผัสกับความรู้สึกพึงพอใจจากการให้บริการของเราโดยตรงได้นั้น จะต้องประกอบขึ้นจากหลายปัจจัยสำคัญ เช่น            2.1 การมีช่องทางการชำระเงินที่สะดวก  ในปัจจุบันคนไทยใช้จ่ายเงินผ่านการทำธุรกรรมแบบ EOD (E-Payment on Delivery) อย่างการโอนเงินผ่าน Internet Banking, E-wallet หรือตัดผ่านบัตรเครดิตรวมแล้วถึง 83% ดังนั้น ธุรกิจจึงควรพัฒนาการบริการให้สามารถใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ง่ายขึ้นด้วย            2.2 การส่งสินค้าที่รวดเร็ว  ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของ JIB ร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่วางจุดขายให้กับแบรนด์ตัวเองในด้านการบริการที่น่าประทับใจ โดยใช้เวลาส่งแค่ 3 ชั่วโมงสินค้าก็ถูกจัดส่งถึงมือของลูกค้า แถมยังเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เรียกว่าเป็น โมเดลที่ประสบความสำเร็จของการส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคได้ภายในวันเดียวเลยก็ว่าได้            2.3 บริการ Customer Support และการการันตีสินค้า ความมั่นใจไม่ใช่สิ่งที่ซื้อได้ แต่สร้างขึ้นมาได้ ดังนั้น ธุรกิจ E-Commerce เว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์จำเป็นที่จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดกับธุรกิจด้วยการการันตีสินค้า รวมถึงการทำ Customer Support ที่ช่วยตอบคำถามลูกค้าทั้งในช่วงสอบถาม, ตัดสินใจซื้อ ตลอดจนช่วงหลังการขายด้วย            2.4 การเพิ่มช่องทางให้ครอบคลุม  เพราะทุกวันนี้ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านหลากหลายช่องทางบนโลกออนไลน์ ธุรกิจที่ทำอยู่จึงควรมีช่องทางการเข้าถึงที่ครอบคลุมทั้ง Social Commerce, E-marketplace และ Direct Channel เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายในต้นทุนการทำที่ไม่สูง รวมถึงเพิ่มความสามารถในการเก็บฐาน Data ที่ทำให้เราเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น   ที่มา : contentshifu.com
Read more

นักการตลาดควรรู้เคล็ดลับ B-A-S-I-C การทำตลาดปี 2020

[vc_row][vc_column][vc_cta h2="เทคโนโลยีคือโอกาสหรือทำลาย" h2_font_container="color:%23ff9000" h2_use_theme_fonts="yes" style="outline" color="sandy-brown" use_custom_fonts_h2="true"]ในปี 2020 เรียกว่าเป็นปีแห่งความท้าทายครั้งใหญ่และเจ้าของธุรกิจทําเว็บขายของเองก็ไม่ควรมองข้ามในเรื่องของเทคโนโลยีที่จะกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจ ด้วยความเปลี่ยนแปลงในแง่ของเทคโนโลยีทำให้ยุคนี้กลายเป็นยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบที่เจ้าของธุรกิจทําเว็บ e-commerceและนักการตลาดต้องเหนื่อยมากขึ้น เพราะหลายอย่างเปลี่ยนเร็วมากกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งโอกาสเพราะเราจะมีเครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้นและอำนวยความสะดวกมากกว่าเดิม ดังนั้น ต้องรู้จักปรับตัวและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดปัญหาเรื่องต้นทุนทั้งยังเป็นโอกาสให้เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลาย หรือแม้แต่แบรนด์ใหญ่เองก็ควรนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนทางการผลิตและนำเงินที่เหลือไปต่อยอดด้านอื่นๆ เรียกว่าเป็นจังหวะและขุมทรัพย์ของคนทำธุรกิจยุคใหม่อย่างแท้จริง ทางด้านผู้บริโภคเอง ก็จะมีความหลากหลายในแง่ของพฤติกรรมและการซื้อสินค้ารับทำเว็บไซต์ขายสินค้า มากขึ้น ทำให้เจ้าของแบรนด์ไม่ควรทำการตลาดแบบทางตรงอย่างเดียว แต่ต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภคอย่างรอบด้าน (Customer Journey) เพราะแบรนด์ไม่มีทางทราบเลยว่าจังหวะไหนหรือคอนเทนต์แบบใดที่จะโดนใจ ในจังหวะที่เขากำลังต้องการ รวมทั้งช่องทางไหนที่ลูกค้าจะเข้าถึงและกดซื้อทันทีซึ่งแบรนด์ที่จะอยู่รอดได้ คือแบรนด์ที่ใส่ใจรอบด้านของการใช้ชีวิตลูกค้าอย่างแท้จริง [/vc_cta][/vc_column][/vc_row][vc_row] [vc_cta h2="B-A-S-I-C ที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด" h2_font_container="color:%23ff9000" h2_use_theme_fonts="yes" style="outline" color="sandy-brown" use_custom_fonts_h2="true"]แม้เราจะเรียนรู้เรื่องเครื่องมือการตลาดมามากมาย แต่เมื่อถึงจุดที่ย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งก็ไม่ง่ายแล้ว และนี่คือเทคนิคที่ไม่ได้ง่ายเหมือนชื่อเลย[/vc_cta] [/vc_row][vc_row][vc_column][vc_tta_tour color="sandy-brown" spacing="2" gap="3" controls_size="lg" autoplay="1" active_section="1" no_fill_content_area="true"][vc_tta_section i_position="right" i_type="typicons" i_icon_typicons="typcn typcn-chevron-right-outline" add_icon="true" title="B – Beyond Tools :" tab_id="1581482401580-b51d909c-06b5"][vc_column_text]การใช้เครื่องมือ (Tool) หรือ เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในยุค 5G ที่กำลังมาถึงนั้น ต้องไม่ลืมว่า “อุปกรณ์” ไม่มีความสำคัญเท่าการใช้งานจริง ดังนั้น นักการตลาดยุคใหม่ต้องวางกลยุทธ์ให้ชัดและมีเป้าหมายที่แน่นอน เพื่อนำไปปรับใช้กับอุปกรณ์ที่เหมาะสม เพราะเครื่องมือยุคนี้มีให้เลือกหลากหลาย หากลงทุนอุปกรณ์แบบไม่มีเป้าหมายก็จะเสียต้นทุนไปแบบเปล่าประโยชน์[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section i_position="right" i_type="typicons" i_icon_typicons="typcn typcn-chevron-right-outline" add_icon="true" title="A – Advocacy is the Key : " tab_id="1581482401648-5e81c87f-e4b5"][vc_column_text]การเป็นกระบอกเสียงด้วยตัวแบรนด์เอง มีทั้งข้อดีและข้อเสียพร้อมๆ กัน การสื่อสารแบบโฆษณาล้วนๆ ไม่มีข้อมูลที่มีประโยชน์ให้ลูกค้านำไปเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจและเชื่อมั่นในแบรนด์เลย ย่อมเป็นการทำงานที่เสียเปล่า ดังนั้น แบรนด์จึงควรสร้างความรักในแบรนด์ให้แก่กลุ่มลูกค้าหลัก เพื่อที่เขาจะเป็นกระบอกเสียงที่บอกต่อแก่ลูกค้ากลุ่มอื่นๆ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับสินค้าของเรา[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section i_position="right" i_type="typicons" i_icon_typicons="typcn typcn-chevron-right-outline" add_icon="true" title="S – Strategic Shift :" tab_id="1581482829949-c66e9839-d1ec"][vc_column_text]รูปแบบของ 4P ยุคใหม่ไม่ใช่ความหมายแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่ 4P ยุคใหม่ คือ
  • Product = เทคโนโลยีทำให้เกิดสินค้าใหม่
  • Pricing = คนรุ่นใหม่จ่ายเมื่อใช้ ดังนั้น ต้องแสดงราคาให้ชัดเจน ถ้าลูกค้ารับได้เค้าจะกดจ่ายตามราคานั้นทันที เพราะลูกค้าจะไม่รอถามราคาให้วุ่นวายแล้ว
  • Place = Marketplace อย่าง Shopee, LAZADA, JD คือช่องทางการขายใหม่ที่ทุกแบรนด์ต้องมี
  • Promotion = ของถูกก็ดีแต่ลดมากไปจากราคาขายจริง ลูกค้าดูออกว่าไม่ดีจริง แต่ราคาแพงไปไม่จัดโปรโมชั่นเลยก็ทำให้ไม่กล้าซื้อไปใช้งาน
[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section i_position="right" i_type="typicons" i_icon_typicons="typcn typcn-chevron-right-outline" add_icon="true" title="I – Integrated Platform :" tab_id="1581482877478-1916993a-4f71"][vc_column_text]ดิจิทัลไม่ใช่แค่สื่ออีกต่อไป แต่เป็นชีวิตและความเปลี่ยนแปลงในโลกของผู้บริโภคไปแล้ว รวมทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ก็ไม่ใช่แบบเดิม นักการตลาดต้องเข้าใจ Customer journey อย่างแท้จริงและออกแบบช่องทางการขายให้สอดคล้องกับผู้บริโภคยุคนี้ให้มากที่สุด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกๆ จังหวะเวลา[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section i_position="right" i_type="typicons" i_icon_typicons="typcn typcn-chevron-right-outline" add_icon="true" title="C – Customer Experience : " tab_id="1581482911268-9d4d8e8b-457a"][vc_column_text]ยุคนี้จะแยกประสบการณ์ออกเป็น Online หรือ Offline ไม่ได้แล้ว แต่ต้องผนึกรวมกันเป็น All Experience หรือที่นักการตลาดชอบเรียกว่า Omni Channel ที่ครอบคลุมผู้บริโภคทุกด้านอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น ช่องทางการจำหน่าย ประสบการณ์กับสินค้า พนักงานขาย คอนเทนต์และการสื่อสารทุกรูปแบบ เพราะการเป็นสินค้าหรือแบรนด์ที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา เรียกว่าเป็นจังหวะชีวิตที่สำคัญของแบรนด์[/vc_column_text][/vc_tta_section][/vc_tta_tour][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]   การเป็นนักการตลาดยุคใหม่นี้ไม่ได้ง่ายเลยใช่ไหมคะ แต่หากเราเข้าใจ ปรับตัวและเรียนรู้ให้เร็ว แน่นอนว่าโอกาสทางการขายย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยากแน่นอน     ที่มา : thumbsup.in.th[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]
Read more

ทักษะการสร้าง Event Marketing ของนักการตลาด

เรามักจะเห็นคอนเทนต์ทักษะของนักการตลาดทำเว็บขายของ แต่มีอีกทักษะที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือเรื่องของการสร้าง Event Marketing ที่ทำให้แผนการตลาดได้รับยอดขายเป็นไปตามเป้า และยังได้เจอกับกลุ่มเป้าหมายตัวจริงที่อยู่ตรงหน้าด้วย ทักษะนี้มีความสำคัญยังไง มาติดตามกัน  

กระตุ้นยอดขายได้จริง

      Event Marketing ถ้าจะมองให้เห็นภาพเช่น งานเปิดตัวสินค้า งานเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ งาน Internal Launch ที่จัดให้ทีมเซลล์ได้รู้ว่ากำลังมีสินค้าใหม่เข้ามาในตลาด หรือที่เราเห็นกันบ่อยๆ คือ Roadshow ที่ได้เข้าไปเจอกับลูกค้าจริงๆ บางครั้งงานลักษณะนี้ สามารถช่วยปิดยอดขายได้ทันที เพราะหน้างานจะมีน้องทีมงานช่วยเชียร์ขาย และยังสามารถ Estimated Budget ต่อวันได้ ทำให้รู้ถึงรายได้เบื้องต้นก่อนจะจัดงานว่าจะได้เงินเพิ่มกลับเข้ามาเท่าไหร่  Event Marketing จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมาก หากเป็นสินค้าที่ไม่ได้ทําเว็บ e-commerce เสพผ่านออนไลน์เช่น ผงชูรส เครื่องปรุงอาหาร ซึ่งพฤติกรรมคนซื้อส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อหน้า Shelf เลยทำให้ Event Marketing ยิ่งสำคัญในการสร้างยอดขาย หรือบางสินค้าอาจจะเป็นวิธีการหลักเลยด้วยซ้ำ        

ไม่ใช่แค่แผน แต่ต้องทำได้จริง

    ทักษะการจัดงานส่วนใหญ่ จะไม่ถูกสอนในวิชาหลักของทางมหาวิทยาลัย แต่หากนักการตลาดได้เข้ามาอยู่ในสนามแล้วจะพบว่าการเปิดตัวสินค้า 1 ชิ้น ต้องลงแรงทั้งเว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์และออฟไลน์อย่างมาก ซึ่งดีเทลการจัดงานค่อนข้างละเอียด เช่นจัด Event 1 ครั้ง มีค่า Production อะไรบ้าง บนเวทีจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เราจ้างบริษัท Organize แล้วจบ เพราะคนที่ต้องเป็นผู้นำการจัดงานใหญ่จะมาจากฝั่งลูกค้าเอง ฉะนั้นทิศทางของงานจะไปในทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับการบรีฟของฝั่งนักการตลาด ซึ่งรายละเอียดที่ฝ่ายแบรนด์จะต้องทำมีประมาณนี้ค่ะ -  Operation : จำนวนทีมงาน, วันทำงาน -   Production : วัสดุที่ใช้ผลิตงาน -   Design : ดีไซน์งานที่ส่วนใหญ่จะแก้ 3 รอบขึ้นไป บางงานอาจจะเกิน 20 รอบ การจะดูงานอีเว้นท์สักงานให้ออกมาดีได้นั้น เกิดจากการเข้าใจในตัวงานก่อน ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะต้องพูดคุยกับหลายฝ่าย ระดมความคิดเห็นใหม่ๆ และมีความน่าสนใจให้แก่ผู้เข้าชมงานแต่ละครั้ง เรียกว่าเป็นจุดที่สูบพลังของนักการตลาดเลยก็ว่าได้        

ยากที่สุดคือรายละเอียด

    จากที่พูดไปก่อนหน้าเป็นเพียงเนื้อหาเบื้องต้นที่จะได้เจอเท่านั้น คล้ายๆ กับเป็นด่านหินที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนไว้ และต้องมาเจอกันตอนทำงานจริงๆ เราจึงเห็นหลายคนที่จบการตลาดแต่ไม่ได้ทำการตลาด เพราะเมื่อมาจับงานๆ จริง ก็ไม่เหมือนแบบที่คิดไว้ ตอนมหาลัยเราแข่งแค่แผนการทำงาน แต่ตอนทำงานจริงนั้นไม่มีใครสอนนอกจากประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกงานหรือไปมีส่วนร่วมกับการจัดงานจริงๆ  ดังนั้น ขั้นตอนระหว่างการจัดงานคือส่ิงที่ยุ่งยากที่สุด เพราะนอกจากวางแผน บรีฟงานกับคนในทีมหรือ Organize แล้วก็วิธีการสื่อสารให้ได้ผลด้วย ทำให้สกิลการจัด Event Marketing มักถูกมองข้ามทั้งที่เป็นทักษะสำคัญที่นักการตลาดทุกคนควรต้องมี ความยากลำบากในการทำงานก็เป็นเหมือนด่านในแต่ละการเติบโต ว่าเราสามารถชนะไปได้มั้ย การจัด Event Marketing ก็เป็นอีกแบบทดสอบให้เราฝ่าฟัน เค้าถึงบอกว่านัดการตลาดต้องใช้ประสบการณ์ในการทำงานเป็นหลัก แต่คงไม่ยากเกินไปหากคุณมีความพยายามที่จะทำจริงๆ และหากทำได้สำเร็จก็ถือว่าง่ายในการจัดงานครั้งต่อไปแล้ว                         ที่มา : thumbsup.in.th
Read more

ทำอย่างไรเเบรนด์ถึงเริ่มเป็นที่รู้จัก Basic Communication 101

การเริ่มต้นทำธุรกิจทําเว็บ e-commerce สิ่งเเรกที่นักการตลาดควรจะโฟกัสคือเรื่องของ Brand awareness เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็นหน้าค่าตากันก่อน เเล้วค่อยๆ เริ่มทำความรู้จักจนกลายเป็นลูกค้าในที่สุด สิ่งเเรกที่ควรทำมีอะไรบ้าง ลองมาดูวิธีกันค่ะ ขอบอกว่าวิธีที่เรานำมาแนะนำนั้นช่วยเรื่องการประหยัดงบด้วยนะ
 

ทำแคมเปญทดลองสินค้า

 
“ของฟรีๆ ใครก็ชอบ” คำนี้ยังคงใช้ได้ตลอดกาล การสร้างเเคมเปญให้ลูกค้าได้ทดลองสินค้าก่อน นอกจากเราจะได้คอมเมนต์จากลูกค้าที่ทดสอบสินค้าเราจริงๆ เเล้ว ยังได้ข้อมูลสำหรับโปรโมทในครั้งถัดไปอีกด้วย เเต่อยากให้ระวังเรื่องงบนิดนึงนะคะ เพราะการเริ่มต้นทำตลาดบนโลกออนไลน์ให้เป็นที่รู้จักก่อน จะช่วยประหยัดเงินได้มากกว่า
   

เน้นโพสต์ Educate ก่อน

 
ทำไมเราถึงแนะนำให้เน้นโพสต์เชิง Educate ก่อน นั่นเป็นเพราะว่าการโพสต์คอนเทนต์เเนวนี้ จะทำให้ได้รับ engage ที่ค่อนข้างดี เช่น คุณสระผมผิดวิธีอยู่หรือเปล่า หรือ รวมไอเท็มที่คุณควรมีในช่วงซัมเมอร์ จากนั้นค่อยดึงเข้ามาที่เเบรนด์ หรือจะทำ pillar ขายเป็นโพสต์เเยกไปเลยก็ได้ เพราะ Target บางกลุ่มก็ไม่ชอบ Tie-in ในคอนเทนต์ ซึ่งส่วนนี้ต้องสังเกตจากคอนเทนต์ เเต่ละเเบบว่าลูกค้าเปิดรับเเบบไหนได้มากกว่า
   

เขียน Tagline ท้ายแคปชั่น

การเขียน Tagline เเล้วต่อด้วยช่องทางที่จะติดตามได้จะช่วยให้คนจดจำคอนเซ็ปต์ของเเบรนด์ได้ เช่น ทำเรื่องการเงินให้เป็นเรื่องง่ายๆ เพื่อให้ Target เข้าใจว่าเราทำอะไรเเละคุณได้อะไรกลับไป เเล้วต่อด้วยช่องทางติดต่อว่าได้ที่ไหนบ้าง ในทุกๆ โพสต์ของเเบรนด์
 

ใช้ Micro Influencer

 
หากมีงบขึ้นมาหน่อยเเนะนำว่าให้ลงเงินกับ Micro Influencer ไปส่วนหนึ่ง (กรณีที่ทำรีเสิร์ชเเล้วว่ากลุ่มลูกค้าอยู่แพลตฟอร์มนี้นะคะ) เพราะกลุ่มไมโครอินฟลูเอนเซอร์เข้าใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าหากเลือกได้ตรงจุด รวมทั้งไม่ดูฮาร์ดเซลจนเกินไป ช่วยลดกำเเพงระหว่างลูกค้ากับเเบรนด์ลงด้วย ทำให้เวลาบอก key message ลูกค้าจะรับรู้ได้ดีกว่าเเบรนด์พูดเองเเละที่สำคัญช่องทางการติดต่อ จะเลือกช่องทางหลัก เพียงแค่ช่องทางเดียวก็ได้ค่ะ เพราะคีย์หลักของคอนเทนต์ คือห้ามขายของให้เหมือนเเบรนด์พูดเองโดยเด็ดขาด แต่ต้องทำเหมือนบังเอิญใช้ดีจริงเลยมาบอกต่อ   ทั้งหมดนี้เป็นวิธีเบสิคสำหรับผู้ที่เริ่มต้นอยากให้เเบรนด์เป็นที่รู้จักนะคะ สำคัญคือต้องลองหลายๆ ทริคค่ะ อันไหนเวิร์คเเสดงว่ามาถูกทางเเล้ว หรือหากใครมีไอเดียเพิ่มเติมสามารถพูดคุยได้ที่คอมเมนต์เลยนะคะ
          ที่มา : thumbsup.in.th
Read more

การเปลี่ยนแปลงก้าวสำคัญ SCB วิเคราะห์โอกาสการลงทุน 5G & IoT

[vc_row][vc_column][vc_column_text]ปัจจุบันเทคโนโลยี 5G ถูกพูดถึงมากขึ้น ทั้งจากการที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และค่ายมือถือได้มีการประมูลคลื่นความถี่ 700/1800/2600MHz และ 26 GHz กันในปี 2020 นี้ ซึ่งเป็นย่านความถี่ครบทั้งช่วง Low-Mid-High ที่เรียกกันว่าเป็นการประมูล Multi band คุณศรชัย สุเนต์ตา กรรมการผู้จัดการ สายงาน Chief Investment Office บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด และคุณภาณุวัฒน์ อิงคะสุวณิชย์ ผู้จัดการ สายงาน Chief Investment Office บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด ได้วิเคราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับ 5G ได้อย่างน่าสนใจเลยนะคะ ว่า 5G จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทั้งเครือข่าย พฤติกรรมการใช้งานและวิถีชีวิตอย่างไรต่อไป     เราจะเริ่มเห็นโทรศัพท์รุ่นเรือธง (Flagship) ของค่ายต่างๆ ก็เริ่มออกรุ่นที่รองรับ 5G มาแล้ว ได้แก่ Samsung Galaxy S10 5G, Xiaomi Mi9 Pro 5G และ Huawei Mate 30 5G เป็นต้น และส่วนสำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง คือ การที่ International Telecommunication Union (ITU) ใกล้ที่จะประกาศร่างมาตรฐานของเทคโนโลยี 5G  หรือที่เรียกว่า IMT-2020 Standardในช่วงปี 2020 นี้[/vc_column_text][vc_column_text]     [/vc_column_text]

โดยคุณสมบัติหลักของ 5G ที่ ITU วางแผนไว้มีอยู่ทั้งหมด 3 ประการ ประกอบด้วย

    [vc_tta_accordion style="modern" shape="round" color="mulled-wine" spacing="3" gap="3" c_align="center" active_section="1" no_fill="true" collapsible_all="true"][vc_tta_section title="ความเร็วของการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่เพิ่มขึ้น" tab_id="1582084317069-4446b32e-499d"][vc_column_text]
  •  ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราความเร็วของการใช้งานที่สูงกว่าเทคโนโลยี 4G มากกว่า 10 เท่า ตัวอย่างเช่น หากเราดาวน์โหลดภาพยนตร์ที่มีความยาว 2 ชั่วโมงด้วยอินเทอร์เน็ต 4G ที่ระดับความเร็ว 1 Gbps จะต้องใช้เวลาทั้งสิ้น 6 นาที ในขณะที่หากใช้อินเทอร์เน็ต 5G ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้มีระดับความเร็วที่ 20 Gbps ระยะเวลาดังกล่าวจะลดลงเหลือเพียง 3.6 วินาทีเท่านั้น
[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="ความล่าช้าในการรับส่งข้อมูลที่ลดลงกว่า 10 เท่า" tab_id="1582084317132-0960f486-b3ce"][vc_column_text]รวมถึงความน่าเชื่อถือของการรับส่งสัญญาณที่เสถียรขึ้น ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสของการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ โดยสมมติให้รถยนต์ไร้คนขับวิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งหากมีการส่งสัญญาณหยุดรถผ่านโครงข่าย 4G ที่มีความหน่วงสูงกว่า จะส่งผลให้รถยนต์คันดังกล่าวยังคงเคลื่อนที่ต่อไปอีก 1.4 เมตร ในขณะที่ความหน่วงที่ระดับน้อยกว่า 1 มิลลิวินาทีของ 5G จะทำให้รถยนต์เคลื่อนที่ต่อไปอีกเพียง 2.8 เซนติเมตรเท่านั้น[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="ความสามารถในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ไร้สายจำนวนมากโดยใช้พลังงานต่ำ " tab_id="1582084600863-a185e898-9c00"][vc_column_text]
  • ซึ่ง 5G จะทำให้ความหนาแน่นของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ไร้สายเพิ่มสูงขึ้นจากราว 4,000 ชิ้นต่อตารางกิโลเมตร เป็นราว 1 ล้านชิ้นต่อตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ ยังคาดว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อนั้นจะใช้พลังงานลดลงถึง 90% ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวจะเอื้อให้เกิดการใช้งานของอุปกรณ์ IoT (Internet of things) ในวงกว้างทั้งในภาคครัวเรือนและธุรกิจ
[/vc_column_text][/vc_tta_section][/vc_tta_accordion][vc_empty_space height="42px"][vc_single_image image="17571" img_size="full" alignment="center" style="vc_box_shadow_3d"][vc_empty_space]      

ปรับเปลี่ยนเชิงสังคม

  [vc_column_text]คุณสมบัติของ 5G ที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้งานของเทคโนโลยีใหม่ๆ รับทําเว็บไซต์ ขายสินค้าอย่างหลากหลาย ตัวอย่างการใช้งานเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของ ITU เช่น รถยนต์ไร้คนขับที่ต้องการความเสถียรของการส่งผ่านสัญญาณแบบไร้สาย การใช้ทางการแพทย์ ที่ต้องการทั้งความเสถียรของคลื่นสัญญาณ รวมถึงความเร็วในการส่งสัญญาณที่สูง และการใช้งานของอุปกรณ์ IoT (Internet of things) ที่คาดว่าเทคโนโลยี 5G จะเป็นตัวจุดประกายสำคัญที่ทำให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจด้วย GSM Association (GSMA) คาดการณ์ว่าจะมีการใช้งานอุปกรณ์ IoT ในปี 2025 ราว 25.2 พันล้านชิ้น หรือเพิ่มขึ้นราว 16.1 พันล้านชิ้นจากปี 2018 ซึ่งการเพิ่มขึ้นนั้นแบ่งเป็นการใช้งานในภาคครัวเรือนประมาณ 6 พันล้านชิ้น และภาคอุตสาหกรรมอีกประมาณ 10.1 พันล้านชิ้น โดยส่วนมากจะเป็นอุปกรณ์ IoT ในกลุ่มของ Smart buildings และ Smart home นอกจากนี้ ค่ายมือถือในเกาหลีใต้รับทำเว็บ เริ่มเปิดตัวบริการ 5G ตั้งแต่เมษายน 2019 ซึ่งมีผู้ใช้บริการราว 4 ล้านเลขหมายในปัจจุบัน ในขณะที่ค่ายมือถือในจีนเปิดตัวบริการ 5G เมื่อ 31 ตุลาคม 2019 ขณะที่ค่ายมือถือในญี่ปุ่นนั้นคาดว่าจะเริ่มเปิดตัวบริการ 5G ในช่วงต้นถึงกลางปี 2020 โดยในปัจจุบันกลยุทธ์หลักจะเน้นไปที่การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อโอกาสในการสร้างรายได้จากบริการใหม่ๆ นอกจากนี้ ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้ใช้โอกาสในการเป็นเจ้าภาพ Tokyo 2020 Olympics เพื่อทำการทดสอบการใช้งาน 5G ด้วย GSMA มีการคาดการณ์ว่าเทคโนโลยี 5G นั้นมีโอกาสสร้างเม็ดเงินกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกภายในระยะเวลา 15 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและธุรกิจรับทําเว็บไซต์ ขายของออนไลน์จำเป็นต้องลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเพิ่มเติม ซึ่งการลงทุน 5G ในช่วงปี 2019-2023 จะเป็นการลงทุนในส่วนของสถานีฐานเป็นหลัก ในขณะที่ในช่วงปี 2021-2025 จะเป็นการลงทุนในระบบเครือข่ายเป็นหลัก       ทั้งนี้สำหรับมุมมองการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ 5G นั้น ทาง SCB Chief Investment Office (SCB CIO) มองว่ากลุ่มธุรกิจแต่ละด้านมีโอกาสและอุปสรรคในการลงทุน ดังนี้ (1) ธุรกิจกลุ่ม Semiconductors และ Electronics เรามีมุมมองบวก (Positive) ต่อกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เนื่องจาก ในช่วงแรก ผู้ให้บริการจำเป็นต้องลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก อีกทั้งการที่ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนอุปกรณ์มือถือเพื่อรองรับ 5G จะส่งผลให้ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่ดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตได้ดี เช่น SK Hynix , Taiwan semiconductors หรือ Qualcomm เป็นต้น (2) ธุรกิจกลุ่มอุปกรณ์โทรคมนาคม (Telecommunications equipment) เรามีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) สำหรับผู้ผลิตและเจ้าของสิทธิบัตรในการผลิตอุปกรณ์สำหรับควบคุมและกระจายสัญญาณ อย่าง Huawei, Ericson ,Cisco, Nokia หรือ ZTE ถึงแม้บริษัทเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่อาจถูกกีดกันจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยทางข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลในแต่ละประเทศ (3) ธุรกิจผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม (Telecommunications service provider) เรามีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) ต่อธุรกิจผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม โดยแม้จะเป็นกลุ่มที่คู่แข่งรายใหม่เข้ามาได้ยาก แต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงและต้องลงทุนเงินเป็นจำนวนมากในการซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคม มีการปรับปรุงซ่อมบำรุงอุปกรณ์เดิมและมีรายจ่ายค่าใบอนุญาต ธุรกิจดังกล่าวจำเป็นต้องหาช่องทางการสร้างรายได้จากแหล่งอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะการหันมาเน้นการให้บริการโซลูชั่นสำหรับภาคธุรกิจมากขึ้น (4) กลุ่มผู้ผลิต Smartphone หรืออุปกรณ์ IoT เรามีมุมมองเชิงบวก (Positive) ต่อผู้ผลิตสินค้าที่มี Ecosystem ที่แข็งแกร่ง เนื่องจาก การเกิดขึ้นของ 5G จะช่วยให้เกิดการใช้งาน IoT ที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของ Smart home และ Smart devices โดยผู้ผลิตส่วนใหญ่มักเป็นผู้ผลิตทั้ง Software และ Hardware ของตนเอง เช่น Xiaomi, Google, Apple หรือ สินค้าเฉพาะทางด้านสุขภาพอย่าง Garmin สุดท้ายนี้ แม้ผู้บริโภคอาจจะยังไม่ได้ใช้งานเทคโนโลยี 5G มากนักในช่วงแรก เพราะกว่าที่ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเจ้าใหญ่อย่าง Apple ,Samsung หรือ Huawei จะผลิตมือถือที่รองรับ 5G ในคลื่นความถี่ที่รองรับในแต่ละประเทศ และกว่าที่ผู้บริโภคจะเปลี่ยนมือถือปัจจุบันให้เป็นรุ่นที่รองรับ 5G นั้นจะมีช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีระยะเวลา 3-4 ปี แต่อย่างไรก็ดีจุดเริ่มต้นของทศวรรษ 5G และ IoT ก็ได้สร้างโอกาสให้กับทั้งภาคธุรกิจ และสร้างโอกาสให้กับการลงทุนด้วยเช่นกัน[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]           ที่มา : thumbsup.in.th[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]
Read more

Twitter เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่สร้างการจดจำโฆษณาเพิ่มขึ้น 113%

 
Twitter เดินเกมรุกตลาดโฆษณาดิจิทัล เปิดตัวฟีเจอร์โฆษณาใหม่ Promoted Trend Spotlight ช่วยเพิ่มการจดจำแบรนด์ ทั้งยังช่วยเพิ่มการมองเห็นด้วยการวางตำแหน่งเด่นบนแท็บการค้นหา (Explore tab) บนทวิตเตอร์ สำหรับฟีเจอร์ใหม่นี้ ได้เปิดตัวพร้อมกันใน 14 ประเทศทั่วโลก รวมกับอีก 6 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก อาทิ ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย โดยการโฆษณาบนตำแหน่งใหม่นี้ถือเป็นกลยุทธ์การนำเสนอวิดีโอในตำแหน่งที่เด่นที่สุดบนแท็บ Explore ซึ่งเป็นจุดรวบรวมเทรนด์และแฮชแท็กยอดนิยมที่ผู้ใช้งาน Twitter ทุกคนนิยมเข้าไปเช็คดูอยู่เป็นประจำ ฟีเจอร์นี้จึงช่วยให้แคมเปญโฆษณาทรงพลังมากยิ่งขึ้น และสามารถเชื่อมต่อกับบทสนทนาและกลุ่มเป้าหมายทำเว็บไซต์ ecommerce ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ Promoted Trend Spotlight จะเข้ามาเสริมฟีเจอร์โฆษณา Promoted Trend เดิม ด้วยการเพิ่มลูกเล่นในการใช้วิดีโอความยาว 6 วินาที, ภาพ GIFs หรือภาพนิ่ง แสดงบนแท็บ Explore บนทวิตเตอร์ โดยผู้ใช้งานทวิตเตอร์ที่ล็อกอินเข้ามาบนทวิตเตอร์จะสามารถมองเห็นคอนเทนท์ของแบรนด์ได้ถึง 2 ครั้งต่อวัน และยังให้อิสระกับแบรนด์ในการสลับสับเปลี่ยนอาร์ตเวิร์คโฆษณาได้ตลอดทั้งวัน เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น หากผู้ใช้งานทวิตเตอร์ได้มีการคลิกเข้ามาชมโฆษณา 2 ครั้งภายในวันนั้นแล้ว โฆษณารับทำเว็บ ตัวนั้นจะถูกย้ายไปเป็นโฆษณาแบบ Promoted Trend ปกติและจะเห็นคอนเทนท์แบบออร์แกนิกแทน  
แบรนด์ที่เคยทำการตลาดด้วย Promoted Trend Spotlight แล้ว ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเครื่องมือนี้ว่า  คุณวิชพร คณะพงษา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์เส้นผมและทันตผลิตภัณฑ์ บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า 
“การใช้วิดิโอเป็นส่วนที่สำคัญมากในการทำแคมเปญการตลาดของซันซิล เนื่องจากช่วยสร้างทั้งการมีส่วนร่วมกับแบรนด์และการจดจำแบรนด์ได้เป็นอย่างดี โดยฟีเจอร์ใหม่ของทวิตเตอร์อย่าง Promoted Trend Spotlight นี้ช่วยสร้างการรับรู้การเปิดตัวดรายแชมพูและช่วยคอนเนคกับกลุ่มเป้าหมายบนทวิตเตอร์ได้อย่างโดดเด่นและมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก”
สำหรับการทำโฆษณาในรูปแบบ Promoted Trend Spotlight นี้สามารถใส่ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นการต่อยอดประสบการณ์ที่ล้ำลึกให้กับกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้เกิดการจดจำ brand message ได้ดียิ่งขึ้น โดยจากการศึกษาของ EyeSee บริษัทวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคชั้นนำของโลก ระบุว่า การโฆษณาแบบ Promoted Trend Spotlight สามารถสร้างการจดจำโฆษณาได้สูงกว่าการทำโฆษณาแบบ Promoted Trend ธรรมดา ถึง 113% ด้วยตำแหน่งที่โดดเด่นบนแท็บการค้นหา ทำให้ฟีเจอร์โฆษณาแบบ Spotlight ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์บนทวิตเตอร์ ทำเว็บไซต์ ขายของด้วยการแสดงผลถัดจากคอนเทนท์ที่กำลังนิยม นอกเหนือจากตำแหน่งไพร์มโลเคชั่นและการครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างแล้ว แบรนด์ยังสามารถเปิดบทสนทนาและเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายให้มาร่วมการสนทนาได้อีกด้วย โดยจากข้อมูลภายในของทวิตเตอร์พบว่า คนทั่วไปมักจะ คลิกดูโฆษณาแบบ Spotlight มากกว่าโฆษณาแบบ Promoted Trend ถึง 3 เท่า
    ที่มา : thumbsup.in.th
Read more

Instagram Academy Thailand ช่วยให้นักขายรุ่นใหม่ ขายของบน IG สะดวกขึ้น

Instagram Academy Thailand คืออะไร

ประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีการใช้มือถือในการสร้างธุรกิจเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถสร้างโอกาสในการขายได้แบบนี้ การเกิดขึ้นของ Social Commerce ที่หลายแพลตฟอร์มนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนเองนั้น ก็มาจากการใช้งานบนโซเชียลมีเดยชื่อดังอย่าง Facebook และ Instagram แม้จะมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากมาย แต่คนไทยส่วนใหญ่รับทําเว็บขายของออนไลน์ก็ยังเลือกเชื่อใจการคุยกับคนด้วยกัน มากกว่าใช้งานผ่านแพลตฟอร์มนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Story บน Facebook และ Instagram มีการใช้งานสูงถึงวันละ 500 ล้านครั้ง และกลายมาเป็นโอกาสของภาคธุรกิจทําเว็บ e-commerceที่จะหันมาใช้เครื่องมือนี้เป็นอีกหนึ่งช่องทางโฆษณาและปิดการขายได้อย่างน่าสนใจ ด้วยความแข็งแรงของ Social Commerce ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ Facebook และ Instagram จัดทำ Instagram Academy Thailand ขึ้นในไทย เพื่อให้ความรู้และเสริมศักยภาพทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่รับทำ e-commerce ชั้นนำ อย่างเป็นทางการ
  • Instagram Academy Thailand เป็นโปรแกรมอบรมที่มุ่งให้ความรู้และเสริมศักยภาพทักษะด้านดิจิทัลด้วยเครื่องมือของ Instagram และสื่อการเรียนรู้ที่จำเป็นในการผลักดันธุรกิจให้เติบโต
  • โปรแกรมอบรมนี้มุ่งให้ความรู้และส่งเสริมทักษะเชิงลึกทางด้านการสร้างคอนเทนต์อย่างสร้างสรรค์และการใช้เครื่องมือโฆษณาเว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์ขั้นสูง โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่มีอายุไม่เกิน 35 ปี

สำหรับโปรแกรม Instagram Academy Thailand จัดขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 โดยมีผู้เข้าร่วมงาน 250 ท่าน พร้อมการถ่ายทอดสดผ่าน Workpoint Facebook page ในปัจจุบัน Instagram ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงสู่วิถีการสร้างอาชีพและการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ ในประเทศไทยมีคนจำนวนมากที่อายุน้อยกว่า 35 ปีที่ใช้ Instagram เป็นเครื่องมือในการขยายและสานต่อความฝันด้านธุรกิจจากโปรเจ็กต์ต่างๆ จนท้ายที่สุดสามารถก่อตั้งธุรกิจขึ้นมาและหลายคนมีธุรกิจรับทำเว็บ เป็นของตนเองก่อนสำเร็จการศึกษาอีกด้วย

โปรแกรม Instagram Academy Thailand ประกอบด้วย

  • ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำธุรกิจบน Instagram และการใช้เครื่องมือเชิงสร้างสรรค์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • การนำเสนอการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพบนแพลตฟอร์ม Instagram
  • กิจกรรมที่ให้ความรู้เชิงลึกและส่งเสริมทักษะความสามารถเกี่ยวกับการโฆษณาบน Facebook และการใช้เครื่องมือโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายเพื่อขยายฐานลูกค้า
  • การเสวนาร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่มาแบ่งปันประสบการณ์จากการดำเนินธุรกิจบนแพลทฟอร์ม Instagram
   

วิธีการสู่ความสำเร็จของธุรกิจบน Instagram

  • เริ่มต้นด้วยการสร้างโปรไฟล์ธุรกิจ Instagram ทำให้ธุรกิจทำเว็บไซต์ ขายของสามารถเผยแพร่ข้อมูลและกระตุ้นยอดขายโดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย คุณสามารถสร้างโปรไฟล์ธุรกิจฟรีด้วยการไปที่บัญชีผู้ใช้และกดเปลี่ยนเป็นโปรไฟล์ธุรกิจจากนั้น คุณจะสามารถสร้างชุมชนของคุณและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าได้ Instagram สามารถทำหน้าที่เป็น “หน้าร้าน” โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์นอกจากนี้ ยังเป็นการเรียนรู้การใช้งานชุดเครื่องมือของ Instagram ทั้งหมด โดยธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบน Instagram คือแอคเคานท์ที่มีการ โพสต์เนื้อหาลงบน Feed การใช้งาน Stories, Live  โดยเครื่องมือทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารของพวกเขา อย่ากังวลมากนักเกี่ยวกับรูปภาพหรือวิดีโอที่ต้องผลิตออกมาอย่างสวยงาม คุณควรให้ความสำคัญกับการแสดงถึงความมีเอกลักษณ์มากกว่า และเชิญชวนให้ลูกค้าแชร์โพสต์และ Stories เกี่ยวกับธุรกิจของคุณ เพื่อที่คุณจะได้สามารถแชร์เนื้อหานั้นซ้ำผ่านบัญชีของคุณได้การใช้เนื้อหาที่เรียบง่ายสำหรับ Stories
  • Stories ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับธุรกิจ หนึ่งในสามของ Stories ที่มีการรับชมมากที่สุดนั้นมาจากธุรกิจ สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่
  • ใช้งานข้อมูลเชิงลึกบน Instagram ช่วยให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้ติดตามของคุณและประเมินว่าเนื้อหาของคุณมีผลอย่างไรต่อผู้ชม
  • เชื่อมต่อกับลูกค้าและธุรกิจอื่นๆ โดยตรง หรือการส่งข้อความโดยตรงเพื่อแบ่งปันบันข้อมูลและสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าโดยตอบกลับการแสดงความคิดเห็นของพวกเขา นอกจากนี้ แท็กธุรกิจบนโพสต์ของคุณหรือส่งข้อความโดยตรงไปหาพวกเขาเพื่อสร้างความร่วมมือ

นอกจากนี้ การแท็กมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นแฮชแท็ก การแท็กสถานที่ หรือแม้กระทั่งการแท็กธุรกิจต่างๆ และผู้คนที่อยู่ในเนื้อหาของคุณ กฎข้อสำคัญที่ดึงดูดยอดไลค์คือการโพสต์ที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่การโพสต์แบบทั่วไป

ข้อควรรู้ที่น่าสนใจ

  • การใช้แฮชแท็กมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและสามารถช่วยให้แบรนด์ของคุณเติบโตได้  ผ่านการค้นหาและกระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับ
  • ลูกค้าข้อมูลเหล่านี้แสดงให้ว่าคนไทยใช้ Instagram ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย ไม่ใช้แค่เพื่อติดต่อสื่อสารกับเพื่อนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการค้นหาแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวัน
  •  

    #แฮชแท็กที่นิยมใช้ในการโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับแฟชั่น (บันทึกเมื่อเดือนธันวาคม 2562)

    No. 

    Hashtag 

    1. 

    #แมทได้กับเสื้อทุกสี – matching with color

    2. 

    #เสื้อผ้าแนวสตรีท – street clothing 

    3. 

    #กางเกงวินเทจ – vintage pants 

    4. 

    #กางเกงยีนส์ – jeans 

    5. 

    #เสื้อผ้าราคาถูก – cheap clothes 

    6. 

    #กางเกง – pants 

    7. 

    #พร้อมส่ง – ready to ship 

    8. 

    #กระโปรง – skirts 

    9. 

    #เสื้อผ้าแฟชั่น – fashionable clothes 

    10. 

    #เสื้อผ้าเกาหลี – Korean-style clothes 

      ที่มา : www.thumbsup.in.th
Read more

แนวโน้มราคาสินค้าที่แพงขึ้นจากสถานการณ์อิหร่าน-สหรัฐฯ

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา สาเหตุฉนวนเหตุมาจากการเสียชีวิตของนายพลชาวอิหร่านจากคำสั่งปลิดชีพของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ – โดนัล ทรัมป์ ได้เริ่มส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยแล้ว โดยเห็นได้ราคาสินค้าบางอย่างที่ปรับขึ้นแทบจะทันที และสิ่งนี้อาจทำให้วิกฤตข้าวยากหมากแพงที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่ทวีความรุนแรงมากขึ้นก็เป็นได้ หากมองย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งสุดท้ายเมื่อเกือบศตวรรษที่ผ่านมา มีสินค้าหลายประเภทที่ปรับราคาสูงจากเดิมมากระหว่างทำสงคราม เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือแม้กระทั่งสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคอย่างอาหาร หรือน้ำดื่ม เป็นต้น   Jan 2020 - Priceza Price Forcast Iran-USA   จากกราฟแสดงราคาค้าปลีกของสินค้าประเภทอาหาร ในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 (1914 – 1918) และ สงครามโลกครั้งที่ 2 (1939 – 1945) พบว่าราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดไปถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม  
  • ราคาทองคำ

“ทองคำ” เป็นสิ่งแรกที่ขณะนี้ส่อแววเพิ่มสูงขึ้น ราคาทองคำโลก พุ่งไปแตะจุดสูงที่สุดในรอบ 7 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และทำให้ราคาทองในไทยเพิ่มขึ้นตามด้วย แต่ดูเหมือนว่าการเพิ่มของราคาจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ภายหลังการแถลงการณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ทรัมป์ ว่าอเมริกาจะไม่ตอบโต้ทางทหาร แต่จะใช้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแทน รวมถึงธุรกิจทำเว็บไซต์ ecommerce ผสานกับการชุมนุมประท้วงของประชาชนอิหร่านเพื่อขับไล่ผู้นำของตนในกรณียิงเครื่องบินยูเครนตก พบว่าราคาทองโลกได้ลดลงกลับสู่ภาวะก่อนหน้า ยังผลให้ราคาทองในประเทศไทยปรับลดลงมาด้วยเช่นกัน  
  • สรุปควรรีบซื้อทองหรือนำทองมาขายตอนนี้เลยดีไหม?

จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาทอง ณ ตอนนี้ยังคงมีความผันผวนอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่ง ไม่แนะนำให้ลงทุนซื้อหรือเทขายทองคำปริมาณมากในช่วงนี้  
  • ราคาน้ำมัน (เชื้อเพลิง)

สิ่งต่อมาที่ราคาสูงขึ้นคือ “น้ำมัน” ที่หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นราคาน้ำมันโลกดีดตัวขึ้นราว 5.7% ยังผลให้ราคาน้ำมันในไทยเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จากการสำรวจราคาน้ำมันจากบริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)2 ภายหลังวันที่ 3 มกราคม ราคาน้ำมันในไทยมีการปรับตัวขึ้นเฉลี่ยราว ๆ 50 สตางค์ในทุกประเภทน้ำมัน  
  • ราคาอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือนและยารักษาโรค

จากฐานข้อมูลราคาเว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์บนราคาขายปลีกและขายส่งสินค้าเกษตรของกรมการค้าภายใน และราคายากลางจากกระทรวงสาธารณะสุข ยังไม่พบการปรับขึ้นราคาของ สินค้าในกลุ่มอุปโภคบริโภค อาหาร น้ำดื่ม หรือยารักษาโรค อย่างมีนัยสำคัญใด ๆ  
  • สรุปภาพรวมราคา

จะเห็นว่าจากสถานการณ์อิหร่าน – สหรัฐอเมริกา ณ ขณะนี้มีเพียงราคาทอง และน้ำมัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนราคาสินค้าประเภทอื่น ๆ ยังคงที่ หรืออาจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามกลไกการตลาด อย่างไรก็ตามผู้บริโภคอย่างเรายังควรต้องเฝ้าระวัง และติดตามข่าวสารให้ดี เพราะไม่ใช่แค่ราคาสินค้าเท่านั้นที่อาจจะกระทบถึงเรา แต่อาจจะรวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจที่อาจเปลี่ยนไปก็ได้ เนื่องจาก ณ ปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่มีทีท่าจะจบลงด้วยดีง่าย ๆ   ที่มา : Priceza.com
Read more

เช็ค 3 เทรนด์ทำ E-commerce กุมใจนักช้อปออนไลน์ปี 2020

  นอกจากกระแส “ช้อปปิ้งออนไลน์” ทำเว็บไซต์ ขายของจะกลายเป็นเทรนด์ฮิตของผู้บริโภคในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังสร้างเทรนด์ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นมากมาย ว่าแต่ปี 2020 จะมีเทรนด์อะไรใหม่ ๆ ที่แบรนด์ต้องเรียนรู้เพื่อทำความรู้จักกับผู้บริโภคบ้าง นอกจากการเรียนรู้ที่จะทำอีคอมเมิร์ซ ทำเว็บไซต์ e-commerce  ให้เข้าถึงลูกค้าได้สะดวกขึ้น แต่ก็ต้องทำให้โอกาสจากการเข้าถึงเหล่านั้นตรงกับ “ความชื่นชอบ” ของลูกค้าให้ได้ด้วย   สิ่งที่คนทำธุรกิจช้อปปิ้งออนไลน์ห้ามมองข้ามในปีนี้ มีอยู่ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ “Personalised – Engaging – Social” เนื่องจากผู้บริโภคยังคงต้องการและชื่นชอบการนำเสนอข้อมูลที่ตรงกับความต้องการ มากกว่าการแนะนำสินค้าหรือโปรโมชั่นแบบหว่าน  

3 เทรนด์ทำ E-commerce กุมใจนักช้อปออนไลน์ปี 2020!!

[vc_row][vc_column][vc_tta_accordion color="black" spacing="4" gap="4" autoplay="1" c_icon="triangle" active_section="1" css_animation="bounceIn" no_fill="true" css=".vc_custom_1581069055667{background-position: center !important;background-repeat: no-repeat !important;background-size: cover !important;}"][vc_tta_section title="1. Personalised :" tab_id="1581067561168-c8dbc2a2-e8a6"][vc_column_text css_animation="bounceIn"]ประเด็นสำคัญก็คือ การนำ AI และ Big Data เข้ามาสร้างสรรค์ประสบการณ์การช้อปปิ้งเฉพาะบุคคล โดยสามารถใช้ข้อมูลอ้างอิงจากการซื้อ หรือการท่องเว็บมาประกอบได้[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title=" 2 . Engaging :" tab_id="1581067561236-a3988eb7-8c87"][vc_column_text]หากสามารถเติมเต็มประสบการณ์อื่นร่วมกับการช้อปปิ้งออนไลน์ได้ ก็อาจจะสร้างความบันเทิงและเรียกความสนใจจากผู้ใช้งานได้มากขึ้น เช่น การเพิ่มเกม การเพิ่มคอนเทนต์บันเทิงอื่น ๆ ลงไป[/vc_column_text][/vc_tta_section][vc_tta_section title="3. Social : " tab_id="1581067815596-ed0ccbd8-7ea3"][vc_column_text]การมีปฏิสัมพันธ์ทางโซเชียลนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีเพื่อทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่ามีจุดเชื่อมโยงกัน สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ หรือสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน รวมถึงผู้ซื้อ ผู้ขาย ได้ในแพลตฟอร์มเดียว[/vc_column_text][/vc_tta_section][/vc_tta_accordion][vc_column_text]       ที่มา : Shopee[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]
Read more

แม้ว่าจะมีสตรีมมิ่งมาเป็นคู่แข่งแต่อุตสาหกรรมสื่อยังมีรายได้ที่ดี

ในยุคที่คนไทยมีการใช้งานสื่อผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าสื่อหลัก ทำให้ทิศทางในอนาคตมีผู้คนจะยอมเสียเงินเพื่อรับชมรายการที่ตัวเองชื่นชอบแบบเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ด้าน PwC บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจชั้นนำ ประเมินว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าธุรกิจสื่อและบันเทิงของไทย จะมีมูลค่าแตะ 6.5 แสนล้านบาท ทางด้านของ PwC คาดการณ์การใช้จ่ายผ่านอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงของไทยจะมีมูลค่า 6.43 แสนล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า เติบโตจาก 5.02 แสนล้านบาทเมื่อปี 2561 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 5.05% โดยบริการวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ต จะเป็นตลาดที่เห็นการเติบโตรวดเร็วที่สุด ตามด้วยโฆษณาออนไลน์ เว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์ และวิดีโอเกมและอีสปอร์ต สวนทางกับมูลค่าการใช้จ่ายของสื่อดั้งเดิมที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง “การเข้ามาของเครือข่าย 5G ที่คาดว่า จะเริ่มเปิดให้ประมูลได้ในไม่ช้านี้ จะทำให้การเชื่อมต่อและตอบสนองทางออนไลน์รวดเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น ผู้ประกอบการสื่อและบันเทิง ยิ่งต้องเร่งเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่วันนี้ หันมาเลือกเสพสื่อในรูปแบบที่ตัวเองต้องการมากขึ้น ไม่ว่าจะเสพสื่อไหน อย่างไร หรือเมื่อไหร่ ทั้งนี้ กระแสของการใช้จ่ายผ่านสื่อดิจิทัลของผู้บริโภคและธุรกิจไทยที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ยังส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการในรูปแบบดั้งเดิม เช่น สำนักพิมพ์และโทรทัศน์ ต้องหันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบของการให้บริการไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น แต่ก็มีผู้ประกอบการหลายรายที่ประสบกับความยากลำบากในประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด หรือแม้กระทั่งต้องล้มเลิกกิจการไปในที่สุด ตลาดบริการวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตในไทยเติบโตแรงสุด นอกจากนี้ รายงานของ PwC คาดการณ์ว่า บริการวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ต จะเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการบริโภควีดิทัศน์ตามคำขอ ที่ขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดนี้คึกคักและเห็นการแข่งขันที่รุนแรงในหมู่ผู้ประกอบการจากต่างประเทศ เช่น Netflix, iflix และ HOOQ     “แม้ว่าไทยจะเป็นหนึ่งในตลาดโฆษณารับทําเว็บขายของออนไลน์ที่เล็กที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่นั่นหมายความว่า ยังมีโอกาสอีกมากให้ตลาดในกลุ่มนี้ได้โตต่อในระยะข้างหน้า เราคาดว่า ด้วยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบายไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัล อีกทั้งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และระบบการเชื่อมต่อของไทย จะยิ่งมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” อย่างไรก็ดี Facebook ยังคงเป็นสื่อออนไลน์ที่ผู้บริโภคชาวไทยนิยมใช้มากที่สุด ตามมาด้วย YouTube และ Line โดยรายงานฉบับนี้  ซึ่งระบุว่า 74% ของประชากรไทยทั้งหมด เป็นผู้ใช้งานประจำของสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งพวกเขาใช้เวลาโดยเฉลี่ยถึง 3 ชั่วโมง 11 นาทีในแต่ละวันในการท่องโลกสังคมออนไลน์ ในขณะที่วิดีโอเกมและอีสปอร์ต จะกลายเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของไทย โดยคาดว่า มูลค่าการใช้จ่ายจะเติบโตถึง 3.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2566 หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 7.7% ทั้งนี้ เกมบนสื่อสังคมออนไลน์ และเกมที่เล่นสั้นๆ ง่ายๆ รูปแบบเกมไม่ซับซ้อน  ถือเป็นประเภทของเกมที่ครองส่วนแบ่งในตลาดมากที่สุด โดยคาดจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 7.8% เนื่องจากการขยายตัวของสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ฐานลูกค้าของผู้บริโภคเกมบนมือถือเพิ่มขึ้นตามไปด้วย  

4 ตัวแปรสำคัญในการปั้นกลยุทธ์สื่อและบันเทิงสู่ความสำเร็จ

  1. สื่อต้องหลากหลายไม่มีรูปแบบที่ตายตัว : ผู้ประกอบการจะพบว่า ความต้องการลูกค้าทำเว็บขายของ แต่ละราย ในแต่ละภูมิศาสตร์นั้นแตกต่างกัน ฉะนั้น ผู้ประกอบการจะต้องนำเสนอตัวเลือกของสินค้าและบริการที่มีความหลากหลาย โดยอย่าลืมว่า ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ยกตัวอย่าง เช่น ผู้บริโภคบางรายอาจจะไม่ได้ชื่นชอบบริการที่ผู้ประกอบการนำเสนอให้เสมอไป ขณะที่รูปแบบการชำระเงินสำหรับบริการในตลาดที่พัฒนาน้อยกว่าย่อมแตกต่างจากตลาดที่พัฒนาแล้วและแข่งขันกันที่ราคาเป็นหลัก  กลุ่มธุรกิจสื่อและบันเทิงแต่ละประเภทนั้น มีการเติบโตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
  2. .จุดสัมผัสบริการของลูกค้า ขยายตัวมากขึ้น : ในขณะที่ประสบการณ์การบริโภคสื่อและอีคอมเมิร์ซมุ่งไปสู่ความเป็นส่วนบุคคลมากขึ้น ความพึงพอใจของลูกค้า กลายเป็นเรื่องต้องทำอย่างทันท่วงที ด้วยเหตุนี้ ผู้สร้างคอนเทนต์และผู้ประกอบการสื่อและบันเทิง จึงได้คิดค้นวิธีใหม่ๆ ในการดึงดูดผู้บริโภค โดยพยายามตีโจทย์ว่า จะทำความเข้าใจรูปแบบการบริโภคของลูกค้า
  3. นวัตกรรมทางเทคโนโลยีปูทางไปสู่ยุคของการใช้ระบบประมวลผลส่วนบุคคล : วันนี้หลายองค์รกำลังใช้ประโยชน์จากความสามารถของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อทำความเข้าใจรสนิยมและพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภค และให้สามารถนำเสนอเนื้อหาที่โดนใจมากที่สุดซึ่งต่อไปการผสมผสานกันระหว่าง AI และ 5Gจะยิ่งก่อให้เกิดประสิทธิภาพที่สำคัญที่จะช่วยผลักดันการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงได้ เช่น วิดีโอเกม และความเป็นจริงเสมือน  ทั้งนี้ รายงานฉบับนี้ คาดการณ์ว่า ในอนาคตวิดีโอเกม จะเป็นธุรกิจที่มีความน่าสนใจทั้งในด้านการเติบโตและขนาด ในขณะที่ VR จะเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของอุตสาหกรรมนี้
  4. ความเชื่อมั่นและกฎระเบียบยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ: เมื่อผู้บริโภคกลายเป็นศูนย์กลางของการสร้างประสบการณ์ในการบริโภคสื่อ ข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่ฟัง ข่าวที่อ่าน หรือแม้กระทั่งสินค้าที่ซื้อล้วนมีความสำคัญ ซึ่งในโลกยุคใหม่นี้ การรักษาข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาระบบนิเวศของการดำเนินธุรกิจสื่อและบันเทิงในส่วนขององค์กร ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องที่มากกว่าการต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ แต่เป็นเรื่องของการสร้างความไว้วางใจโดยการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า รวมถึงสร้างเชื่อมั่นในความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร และมีความอ่อนไหวต่อประเด็นความกังวลต่างๆ เช่น การเสพติดดิจิทัล
        ที่มา : thumbsup.in.th
Read more

เตรียมรับมือ! 6 เทรนด์ E-Commerce มาแน่ ในปี 2020

การเติบโตแบบก้าวกระโดดของตลาด E-Commerce แนวโน้มของธุรกิจร้านค้าออนไลน์ในปี 2020 ว่ากำลังก้าวเข้าสู่ยุคไร้พรมแดนแบบเต็มตัวจากกระแสของเทรนด์ ดังต่อไปนี้

  • 1. การทำตลาด E-Commerceไทยจะดุเดือดขึ้น
หากนับจำนวนของสินค้าที่อยู่บน 3 Marketplaces เจ้าใหญ่อย่าง Lazada, Shopee และ JD Central จะพบว่า ในปี 2018 ทั้ง 3 แพลตฟอร์มมีสินค้ารวมกันอยู่ที่ 74 ล้านชิ้น เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับปี 2019 แล้วจะเห็นว่า มีจำนวนสินค้าที่เติบโตมากขึ้นถึง 174 ล้านชิ้นหรือมากถึง 2.4 เท่า โดยจำนวนสินค้าที่เพิ่มขึ้นมากว่า 77% เป็นสินค้าที่มาจากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีน ส่วนจำนวนสินค้าจากประเทศไทยเองนั้นกลับมีสัดส่วนอยู่บนแพลตฟอร์มที่น้อยกว่ามากข้อมูล นี้แสดงให้เห็นว่า ตลาดรับทำเว็บไซต์ e-commerce ของไทยกำลังเข้าสู่สนามแข่งขันกับชาวต่างชาติที่ไหลทะลักเข้ามาทำธุรกิจในบ้านเรามากยิ่งขึ้น แน่นอนว่า ในปี 2020 นี้ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าบ้านอย่างเราๆ อาจจะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นกันอีกสักหน่อยกับจำนวนสินค้าที่มีในตลาดมากขึ้นจากชาวต่างชาติ แต่ถ้ามองในแง่ของยอดขายก็ยังถือว่าเป็นโชคดีที่คนไทยยังเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ภายในประเทศมากกว่าถึง 86% อาจจะด้วยปัจจัยด้านการขนส่ง ความเชื่อมั่นในตัวรับทําเว็บขายของออนไลน์หรือการรับประกันสินค้าต่างๆ ที่ต่างประเทศยังไม่สามารถตีตลาดคนไทยในส่วนนี้ได้ แต่ในปี 2020 นี้เทรนด์การซื้อสินค้าอาจเปลี่ยนไป เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้เปิดการค้าเสรี ซึ่งจะทำให้การขนส่งสินค้าจากต่างประเทศรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม และนี่คือจุดที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญและเตรียมที่จะปรับตัวลงสนามแข่งขันกันมากขึ้น  
  • 2.แบรนด์จะหันมาทำ Direct to Customers มากขึ้น
ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเทรนด์รับทำ e-commerce ชั้นนำ ไทยในปี 2020 ผู้ประกอบการเจ้าใหญ่ๆ จะเริ่มให้ความสำคัญกับการทำ Direct to Customers ซึ่งเทรนด์นี้เกิดขึ้นจากการที่แบรนด์อยากจะทำความเข้าใจและรู้ใจลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้าง Customer Loyalty ให้กับธุรกิจของตัวเอง รวมถึงแบรนด์เองก็อยากจะเป็นเจ้าของ Data ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญที่จะทำให้แบรนด์รู้ทุกอย่างว่า ผู้ใช้งานแต่ละคนดูอะไร ชอบอะไร ซื้ออะไร รุ่นไหน เมื่อไหร่ หรือแม้แต่คาดการณ์ว่าในอนาคตพวกเขาจะอยากซื้ออะไรได้โดยไม่จำเป็นต้องทำผ่านช่องทาง E-Marketplace ต่างๆ อีกต่อไป  
  • 3. Social Commerce เป็นช่องทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หากพูดถึงช่องทางการทำ E-Commerce ที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นตลาด Social Commerce ซึ่งเมื่อนำข้อมูลสัดส่วนของ Platform ต่างๆ ในตลาด E-Commerce มาเปรียบเทียบกันจะเห็นว่า ในฝั่งของ Social Media ถือเป็นช่องทางที่มีอิทธิพลในด้านการซื้อขายสูงสุดถึง 40% และเมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันในหลายๆ ประเทศ จะพบว่า ประเทศไทยถือเป็นผู้นำของตลาด Social Commerce โดยมีจำนวนคนไทยที่เคยชอปปิงผ่านช่องทาง Social Media ต่างๆ สูงถึง 40% ซึ่งเรียกได้ว่ามีจำนวนที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศที่ทำการสำรวจอีกด้วย
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า Social Commerce เป็นช่องทางที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการทำการตลาดบนโลกออนไลน์ และในปี 2020 นี้ ตลาด Social Commerce จะยิ่งคึกคักและตอบสนองการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นได้อีกจากการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการทั้งหลายสามารถปิดการขายได้เลยในแอปพลิเคชันเดียว ยกตัวอย่างเช่น Facebook Pay, Instragram Shopping, Line Shopping เป็นต้น  
  • 4. Ride-Hailing Delivery ผนวกเข้ากับ E-Commerce
ในปี 2019 เทรนด์ธุรกิจ Ride-Hailing Delivery  ในไทยถือว่าเติบโตขึ้นมากโดยเฉพาะภาค Food Delivery และในปี 2020 นี้ Priceza ได้สรุปและคาดการณ์ไว้ว่า เทรนด์ธุรกิจ Ride-Hailing Delivery จะขยายตัวเข้ามาในภาค E-Commerce  สำหรับตลาด E-Commerce รับทําเว็บขายของออนไลน์ของประเทศอินโดนีเซีย ในแพลตฟอร์ม E-Marketplace ต่างๆ จะมีฟีเจอร์การจัดส่งในรูปแบบ Ride-Hailing Delivery ที่พร้อมทั้งส่งตรงสินค้าถึงมือผู้บริโภคภายในวันเดียว (Same Day Delivery) อยู่ด้วย ดังนั้น การแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ในปี 2020 ของไทยจะดุเดือดขึ้นกว่าปี 2019 เพราะสินค้าต่างๆ จะเน้นบริการจัดส่งที่รวดเร็วมากขึ้นอย่างแน่นอน  
  • 5. เทรนด์การขาย E-Marketplace ยังคงมาแรง
สำหรับข้อนี้จะเป็นการสรุปประเด็นจาก 3 Speakers ของ Lazada, Shopee และ JD Central ที่เห็นพ้องต้องกันว่า ในยุคนี้การชอปปิงออนไลน์รับทําเว็บไซต์ ขายสินค้าไม่ได้เป็นแค่ช่องทางส่งเสริมการขาย แต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่เกิดขึ้นเพื่อความบันเทิงมากขึ้น และในปี 2020 ก็ถือเป็นเวลาที่ดีที่ธุรกิจทั้งหลายจะเริ่มสร้างตัวตนบนไว้บน E-Marketplace ทั้งนี้ ก็เพื่อรวบรวมฐานลูกค้าและ Data ในตลาด E-Marketplace ที่กำลังมาแรง ด้วยการสร้าง Brand Official Shop ของตัวเองบน Platform ของ E-Marketplace  เพราะจากข้อมูลของสินค้าทั้งหมด 44,000 แบรนด์ มีจำนวนร้านค้าแค่ 1,700 ร้าน หรือคิดเป็น 4% เท่านั้นที่เข้ามาทำตลาดใน E-Marketplace ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าในปี 2020 นี้จะมีจำนวนสินค้าและจำนวนร้านค้าที่เป็น Brand Official Shop เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและไม่เสียโอกาสในการขายให้กับพ่อค้าคนกลางหรือตัวแทนใดๆ ซึ่ง E-Marketplace ทั้งหลายเริ่มปรับตัวให้ทันต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยการจัดแคมเปญให้ร่วมสนุก อย่างช่วง 11.11 ที่กระตุ้นให้คนออกมาใช้จ่ายได้มากขึ้น ทำให้เว็บไซต์ Marketplace หลายแบรนด์สร้าง Engagement ที่ดีได้คล้ายกับ Social Media Platform เลยทีเดียว  
  • 6. Omni Channel คือโอกาสที่ห้ามลืม
อีกหนึ่งเรื่องที่พูดถึงกันตั้งแต่งาน Priceza เมื่อปีที่แล้ว กับการทำธุรกิจในรูปแบบ Omni Channel ซึ่งเป็นการผสมผสานช่องทางการขายทั้งแบบ Offline และ Online เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อในการชอปปิงสินค้า (Seemless Experience) ให้กับลูกค้าได้มากขึ้นเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งสำหรับเมืองไทย โดยในปี 2019 นี้ก็มีธุรกิจใหญ่อย่าง Central Retail ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มียอดขายหลักเกือบ 100% มาจากออฟไลน์ได้ลองนำ Omni Channel มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ ทำให้สัดส่วนของยอดขายจากการทำ Omni Channel มีเปอร์เซ็นการเติบโตขึ้นมาเป็น 2.6%  เมื่อนำเปรียบเทียบกับตลาดอีคอมเมิร์ซทางฝั่งอเมริกา จะเห็นว่า ยอดขายจากการทำ Omni Channel ของประเทศอเมริกาเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 40.9% แสดงให้เห็นว่า ยอดขายจากการทำ Omni Channel ของไทยยังมีโอกาสเติบโตที่สูงขึ้นได้อีกมาก  

นอกจากนี้ธุรกิจในรูปแบบ Omni Channel ยังมีประโยชน์ในด้านการเพิ่มอัตราการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น อ้างอิงจากข้อมูลของ Central ที่มีอัตราเฉลี่ยของรายจ่ายต่อปีเพิ่มสูงขึ้น 190% จากการ Tranform รูปแบบธุรกิจจากแบบ Offline มาเป็น Omni Channel

   

ที่มา : priceza.com

Read more

ในอนาคต Wi-Fi จะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป

บริษัทด้าน IoT ได้ให้สัมภาษณ์กับ Sprectum.ieee ว่า จุดจบของ Wi-Fi กำลังใกล้เข้ามาแล้ว โดย Azhar เชื่อว่าการจัดสรรโครงข่ายเล็กๆ ในกลุ่มผู้ใช้รับทําเว็บไซต์ ขายสินค้า อย่าง เทศบาล มหาวิทยาลัย และ บริษัท ต่าง ๆ ให้สามารถสร้างเครือข่ายส่วนตัวด้วย 5G ซึ่งมีค่าความหน่วงที่น้อยมาก สร้างความรวดเร็วและสะดวกสบายได้มากกว่า จะเป็นเหตุผลที่จะทำให้ผู้ใช้งานรับทำเว็บ เปลี่ยนมาใช้ 5G ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT แทน Wi-Fi ครับ เหตุผลของ Azhar Hussain ถือว่าน่าสนใจ เพราะสอดคล้องกับการใช้งานจริงในปัจจุบันอย่าง Zach Supalla, CEO ของ Particle บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์ IoT ให้ข้อมูลว่า เกินครึ่งของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตบนระบบคลาวด์นั้นเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตมือถือมากกว่า Wi-Fi โดย Zach ให้เหตุผลว่าอินเทอร์เน็ตมือถือนั้นเชื่อมต่อง่าย และมีความยุ่งยากที่น้อยกว่า Wi-Fi ซึ่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่า
Related image
จริง ๆ แล้วการเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่าน Wi-Fi นั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างยุ่งยาก และอาจไม่สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกอย่างบรรณาธิการของ Spectrum, Stacey Higginbotham ก็บอกว่าเขาเคยเชื่อมต่ออุปกรณ์ประเภท IoT มานับร้อยชิ้น ก็ไม่เคยทำสำเร็จได้ตั้งแต่ครั้งแรกแม้ครั้งเดียว ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตอุปกรณ์ IoT ทําเว็บ e-commerce หลายแบรนด์อย่าง Amazon, Google และ Apple ต่างกำลังพัฒนาให้อุปกรณ์เหล่านี้มีการใช้งานที่ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม Azhar Hussain กล่าวว่า เมื่อเทียบกันแล้วระบบเครือข่ายนั้น “ง่ายกว่าเยอะมาก” เพียงแต่การใช้เครือข่ายโทรศัพท์มีผลเสียคือต้นทุนที่สูงกว่าในการจ่ายค่าอินเทอร์เน็ต แต่ Azhar เชื่อว่าในอนาคตค่าบริการเครือข่ายจะมีราคาที่ถูกลงตามระยะเวลาเอง   ที่มา : sanook.com
Read more

โอกาสสำคัญที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม ทิศทางนักท่องเที่ยวจีนมาไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า

ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย วิเคราะห์ใน 10 ปีข้างหน้า นักท่องเที่ยวจีนจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6.9% ตามกำลังซื้อและสัดส่วนชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถ้าหากไทยยังสามารถรักษาสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่ 7% ยอดนักท่องเที่ยวจีนในไทยจะแตะ 23 ล้านคน ในปี 2030 ด้านความงดงามของธรรมชาติ เอกลักษณ์และวัฒนธรรมในประเทศไทยนั้น ทำให้ไทยเป็นปลายทางแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของจีน แนะผู้ประกอบการทำการตลาดบนสื่อโซเชียลมีเดียจีน เพื่อเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยว  

กำลังซื้อดีคนอยากเที่ยว

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนมีความสำคัญอย่างมากต่อการท่องเที่ยวรับทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์  จึงได้จัดทำบทวิจัยเรื่อง “เกาะติดทิศทางนักท่องเที่ยวจีน” พบว่าใน 10 ปีข้างหน้า การท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6.9% จาก 160 ล้านคน ในปี 2019 เป็น 334 ล้านคน ในปี 2030 เนื่องจากกำลังซื้อที่ยังเพิ่มขึ้น แม้เพิ่มในอัตราที่ชะลอลงบ้างตามทิศทางเศรษฐกิจ แต่ชาวจีนที่รวยขึ้นอยู่ในลักษณะของการกระจายตัวตามมณฑลต่างๆ โดยสัดส่วนชนชั้นกลางจะเพิ่มขึ้นจนเกือบเป็นครึ่งหนึ่งของครัวเรือนจีน  นอกจากนี้ จีนยังมีแผนขยายสนามบินและเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มสนามบินใหม่อีกกว่า 200 แห่ง ปรับโครงสร้างพื้นฐานสนามบินเดิม นอกจากนี้ มาตรการผ่อนคลายด้านวีซ่าของประเทศต่างๆ หนุนให้ชาวจีนเที่ยวนอกได้ง่ายขึ้น โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปจะสร้างนักท่องเที่ยวจีนหน้าใหม่ราว 33 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 35  ปี สามารถเข้าถึงข้อมูลรับทำเว็บไซต์ขายสินค้าในโลกออนไลน์ และสามารถท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง ซึ่งเริ่มมองหาแหล่งท่องเที่ยวประเภท Unseen รวมถึงเมืองรองทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น โดยเวียดนาม เมียนมาและกัมพูชา เป็นแหล่งท่องเที่ยวมาแรงในสายตาของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งนี้ โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทําเว็บ e-commerce ในการเที่ยวนอกประเทศและช้อปปิ้งของชาวจีนสูงมาก ดังนั้นธุรกิจและองค์กรด้านการท่องเที่ยวทั่วโลก จึงใช้โซเชียลมีเดียจีนนำเสนอข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวจีน  

จีนยังชอบเที่ยวไทย ญี่ปุ่นและเวียดนาม

ปัจจุบันไทยยังเป็นปลายทางแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวจีน รองลงมาคือญี่ปุ่นและเวียดนาม ซึ่งในอนาคต Krungthai Compass ประเมินแนวโน้มนักท่องเที่ยวจีนออกเป็น 2 กรณี โดยกรณีแรก คือ หากไทยสามารถรักษาสัดส่วน 7% ของชาวจีนที่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเยือนไทยมีโอกาสแตะ 23 ล้านคน ในปี 2030 จากขณะนี้ที่มีจำนวน 11.1 ล้านคน และกรณีที่สอง คือ หากการแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเติบโตเพียง 5.5% หรืออยู่ที่ 20 ล้านคนใน 10 ปีข้างหน้า   ซึ่งไทยต้องแข่งขันด้วยการรักษาจุดแข็งด้านความงดงามทางธรรมชาติ ความโดดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานบริการด้านการท่องเที่ยว การขนส่งทางอากาศและราคา เพิ่มความหลากหลายและความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ โดยเฉพาะเมืองรอง เช่น จังหวัด เชียงราย สุโขทัย ตราด ตรัง และแม่ฮ่องสอน  ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัย
“ที่สำคัญผู้ประกอบการไทยควรทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียจีนมากขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวจีนที่เชื่อถือข้อมูลบนโซเชียลมีเดียสูงมาก ซึ่งการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์จีนนั้น อาจมีความท้าทายจากกฎระเบียบของประเทศจีน ผู้ประกอบการไทยจึงอาจเลือกใช้บริการจากเอเจนซีผู้เชี่ยวชาญในการทำการตลาดออนไลน์บนแพลตฟอร์มของจีนแทน”
ซึ่งมีทั้งบริษัทคนไทยและบริษัทร่วมทุน โดยสามารถจัดทำเป็นบทความภาษาจีนที่น่าสนใจ เพื่อเผยแพร่ในรูปแบบและช่องทางที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย การส่งแบนเนอร์ของธุรกิจไปยังหน้าจอ WeChat ตลอดจนการใช้บุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดของชาวจีน (Key Opinion Leaders) ที่มีอยู่มากมายช่วยรีวิวสินค้าและบริการ     ที่มา : thumbsup.in.th
Read more

ในปี 2030 ญี่ปุ่นวางแผนใช้ 6G แรงกว่า 5G ถึงสิบเท่า

รายงานจาก Nikkei เผยว่าญี่ปุ่นวางแผนที่จะใช้เทคโนโลยีรับทำเว็บ ที่ใหม่กว่า 5G ถึงตอนนี้ขอเรียกง่าย ๆ ว่า 6G โดยแหล่งที่มาระบุว่า 6G นั้นจะมีความเร็วมากกว่า 5G ถึง 10 เท่า และมีรายงานยืนยันว่าตอนนี้เกาหลีใต้ จีน และฟินแลนด์ก็เริ่มทำวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยี 6G เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของประเทศญี่ปุ่นจะจัดตั้งสมาคมวิจัยภาครัฐ-เอกชนในเดือนมกราคมภายใต้การดูแลของ University of Tokyo Goshinjin และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทั่วไป Takao Sanae โดยมีบุคคลากรจาก NTT และ Toshiba เข้าร่วมการพัฒนา 6G ในครั้งนี้ด้วย ญี่ปุ่นยืนยันว่าด้วยเทคโนโลยี 6G ที่มีความเร็วมากกว่า 5G ถึง 10 เท่าจะทำให้เราสามารถใช้เทคโนโลยี 3 มิติในโลกแห่งความเป็นจริงรับทำ e-commerce ชั้นนำ ได้มากขึ้น เช่น การประชุมแบบ 3 มิติ หรือห้องเรียนแบบ 3 มิติเป็นต้น และยังใช้ควบคุมหุ่นยนต์ในการดูแลผู้คนได้อีกด้วย ทั้งนี้ญี่ปุ่นลงทุนถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในการทำวิจัยและพัฒนา 6G โดยจะใช้คลื่นความถี่สูงที่ยังไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน นำมาใช้กับ 6G   ที่มา : sanook.com
Read more

ทักษะการสร้าง Event Marketing ของนักการตลาด

เรามักจะเห็นคอนเทนต์ทักษะของนักการตลาดทำเว็บขายของ แต่มีอีกทักษะที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือเรื่องของการสร้าง Event Marketing ที่ทำให้แผนการตลาดได้รับยอดขายเป็นไปตามเป้า และยังได้เจอกับกลุ่มเป้าหมายตัวจริงที่อยู่ตรงหน้าด้วย ทักษะนี้มีความสำคัญยังไง มาติดตามกัน
  • กระตุ้นยอดขายได้จริง

Event Marketing ถ้าจะมองให้เห็นภาพเช่น งานเปิดตัวสินค้า งานเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ งาน Internal Launch ที่จัดให้ทีมเซลล์ได้รู้ว่ากำลังมีสินค้าใหม่เข้ามาในตลาด หรือที่เราเห็นกันบ่อยๆ คือ Roadshow ที่ได้เข้าไปเจอกับลูกค้าจริงๆ บางครั้งงานลักษณะนี้ สามารถช่วยปิดยอดขายได้ทันที เพราะหน้างานจะมีน้องทีมงานช่วยเชียร์ขาย และยังสามารถ Estimated Budget ต่อวันได้ ทำให้รู้ถึงรายได้เบื้องต้นก่อนจะจัดงานว่าจะได้เงินเพิ่มกลับเข้ามาเท่าไหร่  Event Marketing จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมาก หากเป็นสินค้าที่ไม่ได้ทําเว็บ e-commerce เสพผ่านออนไลน์เช่น ผงชูรส เครื่องปรุงอาหาร ซึ่งพฤติกรรมคนซื้อส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อหน้า Shelf เลยทำให้ Event Marketing ยิ่งสำคัญในการสร้างยอดขาย หรือบางสินค้าอาจจะเป็นวิธีการหลักเลยด้วยซ้ำ  
  • ไม่ใช่แค่แผน แต่ต้องทำได้จริง

ทักษะการจัดงานส่วนใหญ่ จะไม่ถูกสอนในวิชาหลักของทางมหาวิทยาลัย แต่หากนักการตลาดได้เข้ามาอยู่ในสนามแล้วจะพบว่าการเปิดตัวสินค้า 1 ชิ้น ต้องลงแรงทั้งเว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์และออฟไลน์อย่างมาก ซึ่งดีเทลการจัดงานค่อนข้างละเอียด เช่นจัด Event 1 ครั้ง มีค่า Production อะไรบ้าง บนเวทีจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เราจ้างบริษัท Organize แล้วจบ เพราะคนที่ต้องเป็นผู้นำการจัดงานใหญ่จะมาจากฝั่งลูกค้าเอง ฉะนั้นทิศทางของงานจะไปในทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับการบรีฟของฝั่งนักการตลาด ซึ่งรายละเอียดที่ฝ่ายแบรนด์จะต้องทำมีประมาณนี้ค่ะ
  • Operation : จำนวนทีมงาน, วันทำงาน
  • Production : วัสดุที่ใช้ผลิตงาน
  • Design : ดีไซน์งานที่ส่วนใหญ่จะแก้ 3 รอบขึ้นไป บางงานอาจจะเกิน 20 รอบ
การจะดูงานอีเว้นท์สักงานให้ออกมาดีได้นั้น เกิดจากการเข้าใจในตัวงานก่อน ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะต้องพูดคุยกับหลายฝ่าย ระดมความคิดเห็นใหม่ๆ และมีความน่าสนใจให้แก่ผู้เข้าชมงานแต่ละครั้ง เรียกว่าเป็นจุดที่สูบพลังของนักการตลาดเลยก็ว่าได้  
  • ยากที่สุดคือรายละเอียด

จากที่พูดไปก่อนหน้าเป็นเพียงเนื้อหาเบื้องต้นที่จะได้เจอเท่านั้น คล้ายๆ กับเป็นด่านหินที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนไว้ และต้องมาเจอกันตอนทำงานจริงๆ เราจึงเห็นหลายคนที่จบการตลาดแต่ไม่ได้ทำการตลาด เพราะเมื่อมาจับงานๆ จริง ก็ไม่เหมือนแบบที่คิดไว้ ตอนมหาลัยเราแข่งแค่แผนการทำงาน แต่ตอนทำงานจริงนั้นไม่มีใครสอนนอกจากประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกงานหรือไปมีส่วนร่วมกับการจัดงานจริงๆ  ดังนั้น ขั้นตอนระหว่างการจัดงานคือส่ิงที่ยุ่งยากที่สุด เพราะนอกจากวางแผน บรีฟงานกับคนในทีมหรือ Organize แล้วก็วิธีการสื่อสารให้ได้ผลด้วย ทำให้สกิลการจัด Event Marketing มักถูกมองข้ามทั้งที่เป็นทักษะสำคัญที่นักการตลาดทุกคนควรต้องมี ความยากลำบากในการทำงานก็เป็นเหมือนด่านในแต่ละการเติบโต ว่าเราสามารถชนะไปได้มั้ย การจัด Event Marketing ก็เป็นอีกแบบทดสอบให้เราฝ่าฟัน เค้าถึงบอกว่านัดการตลาดต้องใช้ประสบการณ์ในการทำงานเป็นหลัก แต่คงไม่ยากเกินไปหากคุณมีความพยายามที่จะทำจริงๆ และหากทำได้สำเร็จก็ถือว่าง่ายในการจัดงานครั้งต่อไปแล้ว     ที่มา : thumbsup.in.th
Read more

Digital Marketing ปี 2020 ใน 7 ทิศทาง

แม้หลายคนจะบอกว่าเรื่องของ Big Data เป็นประโยชน์ให้แก่ภาคธุรกิจทำเว็บไซต์ e-commerce  ในการเดินหน้าในยุค Digital Disruption แต่ YDM Thailand กลับมองว่า DATA ยังไม่ใช่ทางออกที่ดีนักในวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งหรือการนำ Data มาใช้ในเชิง Research เพื่อหา Customer Insight ของภาคธุรกิจ ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จได้จริงอย่างที่หลายคนตั้งความหวังรวมถึงอีกหลายเทรนด์ที่น่าจับตามองในปี 2020 นี้ ผู้เชี่ยวชาญในด้านการตลาดดิจิทัลมานานกว่า 10 ปี เจ้าของฉายา “โซวบักท้ง” ได้กล่าวถึงวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ในปี 2563 นี้ และเทียบกับในอดีตว่า การใช้เทคโนโลยีเข้ามาพลิกหน้าการทำตลาดในประเทศไทย จนประสบความสำเร็จไปเมื่อหลายปีก่อนนั้น ปัจจุบัน สถานการณ์ของวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยมีความท้าทายต่างๆ เข้ามาให้นักการตลาดต้องรับมือมากกว่าเดิม
“นักการตลาดในปี 2563 จะเผชิญหน้ากับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจากผู้เล่นจำนวนมากทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันบนตลาดออนไลน์ มีผลให้ค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาออนไลน์ถีบตัวสูงขึ้น และเกิดการวัดผลที่เข้มข้นขึ้น กลายเป็นแรงกดดันของนักการตลาดไทยที่ต้องแบกรับในที่สุด”
 

Digital Marketing ปี 2020 ใน 7 ทิศทาง

  • Data เหมือนจะมา แต่ยังไม่มา

Data อาจเป็นสิ่งที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งระยะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Personalized Marketing, การนำ Data มาใช้ในเชิง Research เพื่อหา Customer Insight อย่างไรก็ตาม หลังจากได้สัมผัสจริงกับภาคธุรกิจในไทยก็คือ มีเพียงไม่กี่อุตสาหกรรมเท่านั้นที่สามารถจัดเตรียม Data ได้อย่างครบถ้วนและเป็นระบบ ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมเหล่านั้น ได้แก่ โทรคมนาคม, สถาบันการเงิน และธุรกิจอีคอมเมิร์ซรับทำ e-commerce ชั้นนำ   ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น ยังขาดความพร้อมเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากธุรกิจในหมวดนี้ ใช้ร้านค้าพันธมิตรเป็นช่องทางการจัดจำหน่าย ทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูล Transaction Data ของลูกค้าในระดับ 1 ต่อ 1 ได้ หรือหากทำได้ก็เพียงบางส่วนผ่านระบบ CRM ที่บริษัทจัดทำขึ้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฐานลูกค้าทั้งหมดที่ควรจะเป็น เมื่อมาประกอบกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้าน Data ในประเทศไทย รวมถึงนักการตลาด – นักโฆษณาที่เข้าใจงาน Data จริงๆ ก็มีค่อนข้างน้อย ทำให้การใช้ Data เพื่อสร้างแคมเปญการตลาดของ ประเทศไทยจึงอาจเกิดขึ้นได้เฉพาะแบรนด์ใหญ่ ๆ ที่มีความพร้อมด้านข้อมูลแล้วเท่านั้น และผู้ที่ยังไม่มีข้อมูล หรือเพิ่งมาเริ่มเก็บข้อมูลในปีนี้ จะเสียเปรียบอย่างมาก
“จากการพูดคุยกับลูกค้าด้านงาน Data พบว่า หากเป็นธุรกิจรายใหม่ยังต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูลพอสมควรกว่าจะนำไปปรับใช้งานได้จริง และเราก็เห็นว่าไม่ได้มีความพร้อมมากนัก สำหรับในปี 2020 นี้ อาจไม่ใช่ปีที่แบรนด์จะทำด้าน data ได้สำเร็จอย่างแท้จริง สำหรับแบรนด์ที่เริ่มลงทุนด้านดาต้าแบบนับหนึ่งใหม่อาจจะต้องใช้เวลา 2-3 ปี ส่วนบริษัทที่ลงทุนมาก่อนหน้านี้ ก็น่าจะเห็นภาพนำไปใช้งานได้ในปีหน้า สำหรับด้านเม็ดเงินการลงทุนในเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้การทำงานด้านดาต้าประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้เป็นก้อนเดียวกับที่ใช้ในด้านการตลาดแต่เป็นงบใหม่ด้านการปรับปรุงหรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่เลย เพื่อให้การปรับใช้ Big Data ได้ผลงานออกมาดีที่สุด”  
  • สินค้าอุปโภคบริโภคดัน E-commerce เติบโต

นอกจากนี้ เรายังพบว่าอุตสาหกรรม E-commerce นั้น มีเติบโตอย่างต่อเนื่องมาหลายปี จากการแข่งขันของผู้เล่น รายใหญ่ เช่น Lazada, Shopee, JD Central ฯลฯ แต่ถ้าสังเกตดีๆ แล้ว จะเห็นว่า E-commerce ทางด้านรับทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์  สินค้าอุปโภคบริโภค กลับเติบโตค่อนข้างน้อยถ้าเทียบกับสินค้าในหมวดอื่นๆ เนื่องด้วยในประเทศไทยเรานั้น ร้านสะดวกซื้อมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ผู้คนจึงนิยมเดินทางไปซื้อสินค้า อุปโภคบริโภคด้วยตัวเอง มากกว่าจะซื้อผ่านช่องทางทําเว็บ e-commerce แต่ในปี 2020 นี้  มีนโยบายสำคัญข้อหนึ่งได้ถูกประกาศใช้ นั่นคือการงดแจกถุงพลาสติกของร้านค้า โดยเฉพาะร้านค้าแบบ Hyper Market  ซึ่งทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับความสะดวกในการจับจ่ายเท่าที่ควร ความเปลี่ยนแปลงนี้ จึงอาจส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาซื้อของสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทาง E-commerce แทน อีกทั้งระบบ Logistic ในไทยก็ได้รับการพัฒนาให้สะดวกและรวดเร็วขึ้นมาก ปีนี้จึงน่าจะเป็นปีที่อาจเกิด การเติบโตแบบก้าวกระโดดของสินค้าอุปโภคบริโภคบนแพลตฟอร์ม E-commerce และทำให้ร้านค้าแบบ Hyper Market ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากได้  
  • ราคา Digital Media จะถีบตัวสูงขึ้นแบบมีนัยยะ

เนื่องด้วยที่ผ่านมา โฆษณา Digital Media ในบ้านเรานั้น ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ เพียง 2 บริษัทเข้ายึดครองตลาด ได้แก่ Google และ Facebook ซึ่งเป็นระบบโฆษณาแบบ Real Time Bidding (แบบประมูล) ทั้งคู่ โดยจุดเด่นของระบบดังกล่าวคือ หากมีผู้ลงโฆษณามาก การแข่งขันก็จะยิ่งสูง ราคา โฆษณาก็จะยิ่งแพง ปัจจัยดังกล่าว เมื่อมาผนวกเข้ากับสถานการณ์อย่างภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว, อัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ทำให้คนหันมาขายของออนไลน์มากขึ้น, การรุกเข้ามาของผู้ประกอบการรายย่อยชาวจีนผ่านช่องทาง E-commerce ฯลฯ จึงส่งผลตามหลักเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ เมื่อพื้นที่โฆษณามีจำกัด จำนวนผู้เล่น Internet เริ่มคงที่ แต่ผู้ลงโฆษณากลับเพิ่มมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าในปี 2020 นี้ ค่าโฆษณา Digital Media อาจจะเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ “แบรนด์ยังคงเลือกใช้เงินไปกับการลงโฆษณาในแพลตฟอร์มเดิมๆ แม้ว่าแพลตฟอร์มใหม่ๆ จะมีจำนวนผู้เล่นสูงไล่ตามมาติดๆ ก็ตาม นั่นเป็นเพราะ Facebook Google, Youtube, Twitter และ Instagram ปรับปรุงเรื่องของเทคโนโลยีในการโปรโมทโฆษณาดีขึ้น ทำให้อัลกอรึธึ่มต่างๆ เข้าถึงผู้ใช้งาน หรือการปรับเลือกกลุ่มเป้าหมายทำเว็บขายของ   รวมทั้งการโพสต์ซ้ำ ก็ทำงานได้ดีกว่าเดิม จึงยังเป็นเสน่ห์ให้แบรนด์ยังอยากลงโฆษณากับแพลตฟอร์มเดิมๆ อยู่” ถึงแม้ราคาจะขึ้นสูง แต่ภาพรวมการใช้เม็ดเงินก็คงไม่ได้มีตัวเลขสูงไปกว่าปี 2019 ที่ผ่านมา ที่โซเชียลมีเดียมีเม็ดเงินโฆษณาเติบโต 30% ในปี 2020 ก็น่าจะอยู่ระดับเดิมหรือไม่โตไปมากกว่านี้ เพราะราคาสูงจนแบรนด์อาจจะต้องชั่งใจ  
  • เกิดการใช้ Influencers แบบผสมผสาน (Data Selection of Muti-Tier Influencers)

หากปี 2019 เรียกว่าเป็นปีทองของ Influencers ทั้งรายใหญ่ที่มีฐานผู้ติดตามจำนวนมาก และรายเล็ก ที่เรียกว่า Micro Influencers ที่มีจำนวนผู้ติดตามไม่มากนักต่างก็ได้รับข้อนี้กันถ้วนหน้าคาดการณ์ว่าในปี 2020 นี้ แบรนด์ยังคงจะใช้เงินในส่วนของ Influencers สูงอยู่เหมือนเดิม แต่เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายในการทำดิจิทัลมีเดียถีบตัวสูงขึ้น แบรนด์จึงอาจต้องมีกลยุทธ์ในการใช้ Influencers มากขึ้น เช่น อาจมีการใช้ผสมผสานกันระหว่าง Macro – Micro – Nano Influencers และมีการใช้ Data ในมุมต่าง ๆ ของ Influencers เข้ามาประกอบการตัดสินใจ  
  • แบรนด์ขนาดใหญ่เริ่มแปลงร่างเป็น Publisher

จากการทำ Data Marketing ในปีที่ผ่านมา พบว่า แบรนด์ขนาดใหญ่เริ่มมีความต้องการ Data มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ Data ของกลุ่มเป้าหมาย ในขณะที่ยังไม่ได้มีความต้องการสินค้าของตน หรือที่เรียกว่า Pre – Purchase Behavior Data แต่การจะได้ Data ส่วนนี้มา โดยส่วนใหญ่แล้วจะมา จากการทำ Consumer Content บนเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งถือเป็นงานที่ยาก ลงทุนสูง และยังจับต้องประโยชน์ได้ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม ในปี 2020 มีปัจจัยหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าแบรนด์จะลงทุนในงานส่วนนี้มากขึ้นด้วย เทคโนโลยีที่พร้อมมากขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น ประกอบกับ Google ออกมาประกาศถึงนโยบายที่จะเลิก สนับสนุนการใช้ Cookies บน Chrome, การแข่งขันของ Content Creators ที่มีจำนวนมากมาย  ซึ่งเชื่อว่า Content Creators กลุ่มหนึ่ง จะหันมาทำ content ให้กับแบรนด์มากขึ้น แทนที่จะทำ content เพื่อหาโฆษณา แบบในอดีต ในปี 2020 นี้ จึงน่าจะเริ่มเห็นแบรนด์ใหญ่ๆ บางส่วนแปลงร่างเป็น Publisher ทำเว็บไซต์ content ขนาดเล็กโดยหวังผลในเรื่องของการเก็บ Behavior Data เป็นสำคัญ รวมทั้งการลงทุนครั้งนี้ก็เพื่อให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคมากขึ้น อาจไม่ได้สร้างความรักมากแต่หวังจะเป็นแบรนด์แรกๆ ที่คนนึกถึงยามต้องการ ถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนตัวเองของแบรนด์ให้ใกล้ชิดลูกค้าอย่างน่าสนใจ  
  • Niche Market จะกลายเป็นตลาดสำคัญของแบรนด์

จากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาเชื่อว่าแบรนด์ได้เริ่มเรียนรู้แล้วว่า สื่อ Digital ไม่ใช่สื่อที่จะสื่อสารในวงกว้างได้เหมือนสื่ออื่นๆ ในอดีต เพราะถึงแม้ว่าสื่อ Digital จะสามารถเข้าถึงครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ของประเทศได้แล้วก็ตาม แต่คนบนโลกดิจิทัล มีทางเลือกในการเสพคอนเทนต์มากมาย พวกเขาจึงเลือกดูเฉพาะคอนเทนต์ที่ถูกใจเท่านั้น “ด้วยเหตุนี้การสื่อสารจากแบรนด์จึงเปลี่ยนมาเป็นกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง (Niche Market) มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์นีเวียมีการทำ Music Marketing โดยทำ MV เพลงซ่อนกลิ่น ของศิลปินปาล์มมี่ เพื่อเอาใจกลุ่มคนเมือง ในขณะเดียวกัน ก็มีการทำ MV เพลงได้ใจอ้ายใน 7 วัน โดยใช้ศิลปิน ลำไย ไหทองคำ เพื่อเอาใจกลุ่มคนภาคอีสานด้วย ซึ่งการสื่อสารที่เฉพาะเจาะจงแบบนี้จะช่วยให้โดนใจลูกค้าที่กำลังมองหามากขึ้น และรูปแบบการทำโฆษณาก็จะเน้นอารมณ์ร่วมของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน  
  • งานโฆษณาแบบ One BIG Idea  จะมีจำนวนน้อยลง

การทำ Brand Communication บนดิจิทัลมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้องอาศัยทั้ง Creative และ Technology ถึงจะประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นแบรนด์ส่วนหนึ่ง จึงเลือกที่ชะลอการทำ Brand Communication ในลักษณะของการทำโฆษณา แต่หันไปเพิ่ม Experience หรือ การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้บริโภคแทน โดยเชื่อว่า ถ้าเราสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้บริโภคได้ ผู้บริโภคก็จะกลายเป็น กระบอกเสียงช่วยโฆษณาแบรนด์ให้เอง “จากความเปลี่ยนแปลงข้อนี้ เชื่อว่าการทำหนังโฆษณาเพื่อสื่อสารแบรนด์บนสื่อดิจิทัลประเภท One big idea ที่ใช้งบประมาณในการผลิตสูงนั้นจะมีจำนวนลดน้อยลง โดยแบรนด์น่าจะเลือกทำวิดีโอขนาดเล็ก แต่มีจำนวนหลายๆ ชิ้นแทน และในวิดีโอจะมี Message แตกต่างกันไปตาม Segmentation หรือ ตาม Niche market ที่เลือก เนื่องด้วยประหยัดงบประมาณมากกว่า และเห็นผลมากกว่า” จากความท้าทายทั้งหมดนี้ การทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในยุคต่อไป จึงไม่เพียงต้องการผู้ ที่มีความเชี่ยวชาญ และสามารถมองภาพต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน หากแต่ต้องมีทรัพยากรในด้านต่างๆ พร้อมด้วย จึงจะรบชนะในศึกครั้งนี้   ที่มา : www.thumbsup.in.th
Read more

โฆษณาผ่าน Googleด้วย LnwX ตัวช่วยในการขายของออนไลน์ให้คุณได้ง่ายและสะดวกกว่าเดิม

แม้ว่าในโลกการค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะเจริญเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากในรูปแบบต่อเนื่อง แต่แบรนด์ทําเว็บขายของออนไลน์ยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทั้งจากพฤติกรรมของผู้บริโภค และความหลากหลายของช่องทางการค้าขาย ทำให้ต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก ผู้ให้บริการระบบจัดการอีคอมเมิร์ซ ทําเว็บ e-commerceครบวงจร จึงร่วมมือกับ Google ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ สุดยอดเครื่องมือโฆษณา Google Shopping Ads ที่ง่าย และทรงพลัง เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยผลักดันให้แบรนด์ออนไลน์สามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้มากยิ่งขึ้น

LnwX

ผู้ช่วยสำคัญในการขายสินค้าออนไลน์ ที่ให้คุณสามารถลงโฆษณาสินค้าบน Google ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีร้านค้าที่อยู่ภายใต้ LnwShop ไม่ต้องมี Website ของตัวเองก่อน เรียกได้ว่าใครชอบขายผ่าน Social ตัวนี้ตอบโจทย์ 100%

Painpoint การโฆษณาร้านค้าแบบเดิม

สมัยก่อนถ้าเราต้องการลงโฆษณาบนเว็บไซต์อย่าง Google เราจะต้อง Bid ราคาแข่งกันสูงมาก และอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ดีเท่าที่ควรซึ่ง LnwX จะเป็นแพลตฟอร์ม สำหรับการลงโฆษณา Google Shopping ADS โดยเฉพาะ ซึ่งการโฆษณาผ่าน Google Shopping ADS นี้มีจุดเด่นในด้านที่ลูกค้าสามารถดูสินค้าหรือราคารวมไปถึงการกดสั่งซื้อได้อย่างรวดเร็วผ่านหน้านี้ได้ทันทีอีกด้วย

  ซึ่งใน 10 ปีที่ผ่านมา Lnwshop รองรับทุกความต้องการของระบบ E-Commerce จริง ๆ ตั้งแต่หน้าเว็บสวยงาม ใช้งานง่าย ระบบหลังบ้านตอบโจทย์ทุกธุรกิจ ระบบ Support ที่ดี มีการตอบกลับลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และระบบการจัดการคลังสินค้า การเชื่อมต่อการขายไปในทุก ๆ ช่องทางการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะ Marketplace หลักเช่น Lazada Shopee เป็นต้น โดยไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลไปกรอกด้วยตัวเอง และระบบการสั่งซื้อที่เราสามารถนำ Order จากทุกช่องทางมาจัดการในที่เดียวกันได้ ทำให้สะดวกในการใช้งานอย่างมาก
และในเรื่องของการเงิน ยังจับมือกับทุก ๆ ธนาคาร และสามารถชำระเงินผ่านระบบ Wallet ต่าง ๆ รวมถึงระบบการโอนเงินผ่านธนาคาร หรือการเก็บเงินปลายทางก็ทำได้เช่นกัน

ทำไมต้องใช้ LnwX?

หลัก ๆ คือเรื่องของการใช้งานที่เริ่มต้นง่ายมากแค่ 3 ขั้นตอน
  • กำหนดงบประมาณโฆษณาต่อวัน
  • ลงข้อมูลสินค้า และแพลตฟอร์ม ที่เราวางจำหน่าย
  • พร้อมโฆษณาทันที
นอกจากนี้ยังมีความสะดวกในการควบคุม Stock ซื้อสินค้าได้ทุกช่องทางที่เราวางจำหน่ายไม่ว่าจะเป็น Lazada Shopee หรือแม้แต่ LINE Facebook ก็สามารถสร้าง Bill Online ให้กับลูกค้าก็ได้ทันที และนอกจากนี้จุดเด่นสำคัญของการโฆษณาผ่าน LnwX นี้คือ มีระบบ SMART Shopping Campaign ซึ่งระบบนี้จะใช้ AI ในการคิดการโฆษณาสินค้าที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ต้องกำหนด Keyword CPC CPM ฯลฯ อะไรเลยซึ่งจะคอยติดตามผู้ค้นหาว่า มีการสั่งซื้อสินค้าจริง ๆ หรือไม่ ไม่ใช้แค่โฆษณาแล้วเกิดยอด Click เพียงอย่างเดียว

LnwX ดึงลูกค้าสู่แบรนด์ออนไลน์ ด้วยงบเริ่มต้นเพียง 0.83 บาท/คลิก

ด้วยรูปแบบการโฆษณาแบบ Google Shopping Ads ผ่าน LnwX นั้น นอกจากจะทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้เจอกันผ่าน Google Search แล้ว ยังพาข้อมูลสินค้าของผู้ซื้อให้กระจายไปยังช่องทางต่าง ๆ อาทิ Youtube, Gmail, Search Network และ Display Network ของกูเกิ้ล ซึ่งสามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้มากกว่า 8 ล้านคน โดยที่ใช้งบโฆษณาเฉลี่ยเพียง 0.83 บาทเท่านั้น นอกจากนี้การทำโฆษณา Google Shopping ยังมีค่าเฉลี่ยในการสร้าง Conversion Rate ถึง 9 เท่าจากงบโฆษณา

เริ่มต้นง่าย ไม่มีเว็บก็ทำได้พร้อมเชื่อมต่อทุกช่องทางการขาย

ผู้ขายในปัจจุบันเริ่มขยายช่องทางการขายรับทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ไปยังช่องทาง Social Media หรือ Marketplace และไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง แต่การทำโฆษณา Google Shopping ก็จำเป็นต้องใช้เว็บไซต์ที่มีระบบตะกร้าสินค้าในการทำ ซึ่งจุดนี้เป็นปัญหาหลักสำหรับแบรนด์ออนไลน์ไทยบริการของ  จึงมีระบบสร้าง Sale Page ฟรี สำหรับใช้ในการทำ Google Shopping Ads ซึ่งหน้า Sale Page ดังกล่าวก็จะมีการเชื่อมต่อไปยังช่องทางการขายต่าง ๆ ของแบรนด์ ไม่ว่าผู้ขายจะมีกี่ช่องทางการขาย ก็สามารถเชื่อมต่อ และนำลูกค้าจาก Shopping Ads ไปถึงได้โดยไม่ต้องพัฒนาเว็บไซต์เพิ่มแต่อย่างใด

สรุป

InwX เป็นการรวบรวมเอาทุกความต้องการของ E-Commerce เป็นเครื่องมือที่เชื่อว่าจะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถโฆษณาผ่าน Google ได้อย่างง่ายดาย สามารถเชื่อมต่อกับร้านค้าออนไลน์อย่าง Lazada หรือ Shopee และเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่รองรับการโฆษณาผ่าน Google Shopping ADS มั่นใจได้ว่าโฆษณาผ่าน LnwX แล้ว ขายสินค้าได้มากขึ้นอย่างแน่นอน โดยเริ่มต้นค่าโฆษณาที่เพียง 100 บาทต่อวันเท่านั้น โดยมีโปรโมชันถึง 31 ธันวาคม 2562 นี้ เมื่อลงโฆษณากับ LnwX รับฟรีเครดิตโฆษณาเพิ่มสูงสุด 30% ทันทีเมื่อใช้มูลค่าโฆษณาสูงสุด 1,000 บาทต่อวัน   ที่มา : beartai.com
Read more

ทำอย่างไรเเบรนด์ถึงเริ่มเป็นที่รู้จัก Basic Communication 101

[vc_row][vc_column][vc_column_text]การเริ่มต้นทำธุรกิจทําเว็บ e-commerce สิ่งเเรกที่นักการตลาดควรจะโฟกัสคือเรื่องของ Brand awareness เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็นหน้าค่าตากันก่อน เเล้วค่อยๆ เริ่มทำความรู้จักจนกลายเป็นลูกค้าในที่สุด สิ่งเเรกที่ควรทำมีอะไรบ้าง ลองมาดูวิธีกันค่ะ ขอบอกว่าวิธีที่เรานำมาแนะนำนั้นช่วยเรื่องการประหยัดงบด้วยนะ    

ทำแคมเปญทดลองสินค้า

[vc_single_image image="17618" img_size="full" alignment="center"][vc_cta h2=""]“ของฟรีๆ ใครก็ชอบ” คำนี้ยังคงใช้ได้ตลอดกาล การสร้างเเคมเปญให้ลูกค้าได้ทดลองสินค้าก่อน นอกจากเราจะได้คอมเมนต์จากลูกค้าที่ทดสอบสินค้าเราจริงๆ เเล้ว ยังได้ข้อมูลสำหรับโปรโมทในครั้งถัดไปอีกด้วย เเต่อยากให้ระวังเรื่องงบนิดนึงนะคะ เพราะการเริ่มต้นทำตลาดบนโลกออนไลน์ให้เป็นที่รู้จักก่อน จะช่วยประหยัดเงินได้มากกว่า [/vc_cta]  

เน้นโพสต์ Educate ก่อน

[vc_single_image image="17619" img_size="full" alignment="center"][vc_cta h2=""]ทำไมเราถึงแนะนำให้เน้นโพสต์เชิง Educate ก่อน นั่นเป็นเพราะว่าการโพสต์คอนเทนต์เเนวนี้ จะทำให้ได้รับ engage ที่ค่อนข้างดี เช่น คุณสระผมผิดวิธีอยู่หรือเปล่า หรือ รวมไอเท็มที่คุณควรมีในช่วงซัมเมอร์ จากนั้นค่อยดึงเข้ามาที่เเบรนด์ หรือจะทำ pillar ขายเป็นโพสต์เเยกไปเลยก็ได้ เพราะ Target บางกลุ่มก็ไม่ชอบ Tie-in ในคอนเทนต์ ซึ่งส่วนนี้ต้องสังเกตจากคอนเทนต์ เเต่ละเเบบว่าลูกค้าเปิดรับเเบบไหนได้มากกว่า[/vc_cta]  

เขียน Tagline ท้ายแคปชั่น

[vc_single_image image="17621" img_size="full" alignment="center"][vc_cta h2=""]การเขียน Tagline เเล้วต่อด้วยช่องทางที่จะติดตามได้จะช่วยให้คนจดจำคอนเซ็ปต์ของเเบรนด์ได้ เช่น ทำเรื่องการเงินให้เป็นเรื่องง่ายๆ เพื่อให้ Target เข้าใจว่าเราทำอะไรเเละคุณได้อะไรกลับไป เเล้วต่อด้วยช่องทางติดต่อว่าได้ที่ไหนบ้าง ในทุกๆ โพสต์ของเเบรนด์[/vc_cta]    

ใช้ Micro Influencer

[vc_single_image image="17620" img_size="full" alignment="center"][vc_cta h2=""]หากมีงบขึ้นมาหน่อยเเนะนำว่าให้ลงเงินกับ Micro Influencer ไปส่วนหนึ่ง (กรณีที่ทำรีเสิร์ชเเล้วว่ากลุ่มลูกค้าอยู่แพลตฟอร์มนี้นะคะ) เพราะกลุ่มไมโครอินฟลูเอนเซอร์เข้าใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าหากเลือกได้ตรงจุด รวมทั้งไม่ดูฮาร์ดเซลจนเกินไป ช่วยลดกำเเพงระหว่างลูกค้ากับเเบรนด์ลงด้วย ทำให้เวลาบอก key message ลูกค้าจะรับรู้ได้ดีกว่าเเบรนด์พูดเองเเละที่สำคัญช่องทางการติดต่อ จะเลือกช่องทางหลัก เพียงแค่ช่องทางเดียวก็ได้ค่ะ เพราะคีย์หลักของคอนเทนต์ คือห้ามขายของให้เหมือนเเบรนด์พูดเองโดยเด็ดขาด แต่ต้องทำเหมือนบังเอิญใช้ดีจริงเลยมาบอกต่อ ทั้งหมดนี้เป็นวิธีเบสิคสำหรับผู้ที่เริ่มต้นอยากให้เเบรนด์เป็นที่รู้จักนะคะ สำคัญคือต้องลองหลายๆ ทริคค่ะ อันไหนเวิร์คเเสดงว่ามาถูกทางเเล้ว หรือหากใครมีไอเดียเพิ่มเติมสามารถพูดคุยได้ที่คอมเมนต์เลยนะคะ[/vc_cta][/vc_column][/vc_row]           ที่มา : thumbsup.in.th
Read more

โปรโมทยังไงให้มีคนรู้จักสินค้าใหม่ของเรามากขึ้น

ตอนนี้มีหลายสินค้าแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นมาเยอะมาก และช่องทางออนไลน์ทำเว็บไซต์ ขายของก็ไม่ได้มีต้นทุนที่มากนัก ทำให้ธุรกิจหน้าใหม่สนใจอยากประหยัดค่าพื้นที่และค่าโฆษณาทําเว็บ e-commerceให้ได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าราคายิง Ads จะสูงขึ้น แต่ถ้าเทียบกับการโฆษณาแบบยุคก่อนหน้านี้ บอกเลยว่าวิธีเหล่านี้คุ้มค่ากว่ามาก จะมาบอกวิธีการโปรโมทเบื้องต้นแบบไม่ยากว่า หากคุณเป็นแบรนด์สินค้าใหม่ จะเริ่มทำการโปรโมทอย่างไรให้มีคนรู้จัก  

แคมเปญสินค้าทดลอง

วิธีนี้เหมาะสำหรับแบรนด์ที่กำลังออกสินค้าใหม่ แต่สินค้ามีราคาค่อนข้างสูงหรือคนยังไม่กล้าใช้ เช่น เครื่องสำอางค์เคาน์เตอร์แบรนด์ อาหารเสริม  ก็เลือกที่จะแจก Sampling Holder ให้ได้ทดลองชิม ตามสถานที่สาธารณะต่างๆ อย่างบริเวณรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า หรือหน้าตึกออฟฟิศที่มีคนพลุกพล่าน วิธีที่เราแนะนำนี้ เป็นแบบเดียวกับที่แบรนด์ใหญ่ใช้งานกัน อย่างที่กล่าวไปข้างต้น แค่ปรับมาอยู่บนคอนเทนต์ออนไลน์ ทำให้ได้ยอดขายไม่ต่างกัน จากที่เห็นการทำตลาดส่วนใหญ่ จะเป็นการกรอกแบบฟอร์ม และให้ผู้ร่วมสนุกมารับสินค้าทดลองใช้ ที่หน้าเคาน์เตอร์หรือจัดส่งถึงบ้าน โดยวิธีนี้จะทำให้เราได้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าที่ให้ความสนใจ สามารถนำไปโฆษณาต่อได้อีกในอนาคต

รีวิวรับส่วนลด

เป็นอีกหนึ่งวิธีเบสิคที่แบรนด์ส่วนใหญ่ใช้งานกัน เพราะเป็นคอนเทนต์ที่ลูกค้าพูดเอง ซึ่งสร้างความเชื่อถือได้มากกว่าแบรนด์ออกมาพูดเอง แต่วิธีนี้จะติดตรงนี้ส่วนใหญ่กิจกรรมจะ Like & Share ทำให้การดึงดูดคนเข้ามาจะน้อย เพราะรู้ว่ามีการโฆษณา แต่สิ่งที่แบรนด์ได้คือกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำอีกครั้งหนึ่ง จากที่เห็นการใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นพวกแบรนด์เสื้อผ้า หรือห้างสรรพสินค้าที่ชอบแนบส่วนลดท้ายใบเสร็จว่า หากซื้อครั้งถัดไปจะได้ส่วนลดจากปกติกี่ % ก็ว่าไป

กิจกรรมสุ่มแจก

วิธีนี้ส่วนใหญ่จะอยู่บน Twitter ที่เหล่า Micro Influencer ใช้ในการโปรโมทช่องทางรับทำเว็บไซต์ขายสินค้า ของตนเอง เช่น สุ่มแจกลิปสติก 5 แท่งแค่กดติดตามเท่านั้น ซึ่งจากที่สังเกต จะเห็นว่าแบรนด์เหล่านี้มียอดฟอลโลว์ทะลุ 5,000 บัญชีขึ้นไปทั้งนั้น เเละยังทำให้มีคนติดตาม Twitter แบรนด์ของเรามากขึ้นอีกด้วย ส่วนใหญ่จะเห็นได้เยอะกับสาย Beauty Blogger เพราะส่งต่อกันเร็ว แต่ถ้าช่องทาง Facebook จะเป็นกลุ่ม Food Blogger ที่เน้นแจกบัตรกำนัลอาหารซะมากกว่า

คอนเทนต์เกม

ด้านบนเป็นกิจกรรมการแจกกันหมดแล้ว มาดูวิธีการดึงดูดกันบ้าง นั่นคือการใช้ Content Creative เข้ามาช่วยเสริม ซึ่งเป้าหมายของคอนเทนต์แนวนี้คือการสร้าง Engagement นั่นแสดงว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณกล้าที่จะเข้ามาสร้างบทบาทในช่องทางของเรา ซึ่งคอนเทนต์เกมจะดึงดูดง่ายที่สุด เช่น ฉายาของคุณเมื่อช็อปออนไลน์ โดยใช้เกณฑ์ออกแนวดวงนิดๆ คือ ดูจากวันที่เกิด หรือเลขสุดท้ายเบอร์โทรศัพท์

ยิง Ads รัวๆ

ในเมื่อเราทำมาทั้งหมดด้านบนแล้ว มาถึงการโปรโมทพื้นฐานที่ได้ใช้แน่นอนนั่นก็คือการ ยิงแอดโฆษณา หลายคนเลือกที่จะประหยัดวิธีนี้ แต่บางคนก็มองว่าป็นเครื่องทุ่นแรงที่ดีที่สุด วิธีนี้อยากให้มองว่าเป็นสปริงสำหรับทุกกิจกรรมด้านบนให้ออกมาสมบูรณ์กว่าเดิมมากกว่า จะมีงบเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับแต่ละคน หากมีกำลังทรัพย์มากขึ้นและอยากให้ได้ผลมากขึ้น สามารถจ้าง Media Bidable ในการตั้งค่าบูสต์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพได้มากที่สุด (มากกว่าการที่เรามาทำเอง) จริงๆ แล้วรูปแบบการโฆษณาเหล่านี้ไม่ได้มีวิธีตายตัวมากขนาดนั้น ต้องมองให้ออกก่อนว่า กลุ่มลูกค้าของคุณคือใคร สินค้าประเภทไหน และเจาะตลาดพื้นที่ใด หรือจะลองใช้วิธีคิดของ Buyer Persona เพื่อให้เราเข้าใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ยิ่งเราเข้าใจพวกเขาได้ตรงจุดเท่าไหร่ การใช้เงินไปกับการคลำทางหากลยุทธ์ที่เหมาะสมก็น้อยลง ทั้งประหยัดงบการตลาดทำเว็บไซต์ e-commerce และยังได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นด้วย   ที่มา : thumbsup.in.th
Read more

Lazada 12.12 แคมเปญเดียวยอดพุ่งเทียบเท่ายอดขายตลอด 7 ปีของ LAZADA

สถิติที่น่าสนใจจากแคมเปญ  Lazada 12.12 แกรนด์เซล ส่งท้ายปี ในปีนี้ประเทศไทยทําเว็บ e-commerceทำลายสถิติจำนวนผู้ใช้งานแอคทีฟและยอดขายสูงสุดในรอบ 7 ปี ทำลายทุกสถิติที่เคยมีมาทั้งหมด ทั้งนี้ ภายใน 1 ชั่วโมงแรก จำนวนคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า จากปีที่แล้ว โดยข้อมูลเชิงลึกยังพบว่านักช้อป ใช้เวลานานขึ้นบนแอปทําเว็บไซต์   กว่า 60% จากช่วงเวลาปกติ และระหว่างช่วงแคมเปญ 3 วัน สินค้าประเภทแฟชั่นได้รับยอดคำสั่งซื้อสูงสุด นอกจากนี้ จำนวนผู้ขายรับทำเว็บไซต์ขายสินค้า บนลาซาด้าโตเพิ่มกว่า 100% เมื่อเทียบกับแคมเปญเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว

ความสำเร็จของแคมเปญ Lazada 12.12 แกรนด์เซล ส่งท้ายปี  ปี 2019 ถือเป็นอีกหนึ่งไมล์สโตนที่สำคัญของลาซาด้า ประเทศไทย การสร้างสรรค์นวัตกรรมการให้บริการใหม่ๆ ที่มีส่วนผลักดันให้ลาซาด้าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีนี้

การเดินหน้าพัฒนาการให้บริการมากมายอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นมากกว่าแพลตฟอร์มช้อปปิ้ง โดยโครงการที่สำคัญที่ริเริ่มในปีนี้ ได้แก่

  • สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ และเป็นผู้ริเริ่มกลยุทธ์ช้อปเปอร์เทนเมนต์ที่นำเข้ามาใช้ในประเทศไทย อาทิ LazLive ไลฟ์สตรีมบนแพลตฟอร์มการสร้างประสบการณ์แบบ See Now Buy Now ผ่านแฟชั่นโชว์, LazGame อินเทอร์แอคทีฟเกมบนแพลทฟอร์ม และ Guess It! ถูกแน่แค่ทาย รายการทายราคายอดฮิต
  • สร้างแคมเปญช้อปปิ้งใหม่ที่เจาะจงกลุ่มลูกค้า และช่วงเวลาเพิ่มขึ้น ได้แก่ Women’s Festival และ Mid-year Festival
  • ยกระดับขีดความสามารถในจุดแข็งของธุรกิจ 3 ด้าน อาทิ โลจิสติกส์ การชำระเงิน และเทคโนโลยี โดยในปี 2019 สินค้าที่ถูกสั่งซื้อและจัดส่งโดยลาซาด้ามีจำนวนมากกว่าจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศ อีกทั้งยังมีการเปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์เป็นครั้งแรกภายใต้ชื่อ “ซิตี้ ลาซาด้า” (Citi Lazada) ซึ่งเป็นบัตรเครดิตโคแบรนด์อีคอมเมิร์ซบัตรแรกในภูมิภาคด้วย

ปิดท้ายปี 2019  ลาซาด้ายังได้รวบรวมข้อมูลที่สุดแห่งปีของนักช้อปไทยบนแอปฯ ลาซาด้า ของปี 2019

  • มือถือ ครองแชมป์สินค้าที่มียอดขายดีที่สุด
  • เติมเงินมือถือ ครองแชมป์สินค้าที่มีจำนวนคำสั่งซื้อมากที่สุด
  • กระเป๋าสะพาย เป็นสินค้าถูกค้นหามากที่สุด
  • สินค้าไลฟ์สไตล์ โดนใจนักช้อปมากที่สุด
  • LazGame Shop & Match คือเกมส์สุดฮิตที่มีนักช้อปเล่นมากที่สุด
  • วันจันทร์ คือวันคนช้อปเยอะที่สุด
  • 10-11 โมง คือช่วงเวลาที่คนช้อปเยอะที่สุด
แบรนด์ยอดนิยมใน LazMall ยังคงเป็นแบรนด์ดังที่หลายคนรู้จัก เพราะยังได้ความเชื่อมั่นในเรื่องของคุณภาพสินค้าและการจัดส่งที่รวดเร็วทำให้นักช้อป หันมานิยมใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มมากขึ้น     ที่มา : www.thumbsup.in.th
Read more

สำรวจเทศกาล 12.12 ใน LAZADA หูฟังขายดีสุด!!

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลส่งท้ายปีที่ทำเว็บขายของ นักช้อปกำลังรอคอยกันมากที่สุด ซึ่งในสถิติของลาซาด้าของเทศกาล 12.12 ปีนี้ สินค้ากลุ่มที่ขายดีที่สุดคือ “หูฟัง” ที่ทุบสถิติยอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 3 เท่าในชั่วโมงแรก เรียกได้ว่าทุบสินค้ากลุ่มอื่นๆ อย่างคาดไม่ถึง ทาง ลาซาด้า ผู้นำทําเว็บ e-commerce แห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ สร้างสถิติใหม่อีกครั้งจากแคมเปญ “Lazada 12.12 Grand Year End Sale แกรนด์เซล ส่งท้ายปี” ทุบสถิติยอดคำสั่งซื้อรับทําเว็บไซต์ ขายสินค้า ในชั่วโมงแรกโตกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับแคมเปญ 12.12 เมื่อปีที่ผ่านมา ส่วนหูฟังเป็นสินค้ายอดฮิตบนแพลทฟอร์มลาซาด้าที่สร้างยอดขายสูงสุดในชั่วโมงแรก   สถิติอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในชั่วโมงแรกของแคมเปญ 12.12 ประเทศไทย  (00.00-01.00 น.)
  • ประเภทสินค้าที่มียอดขายสูงสุด ได้แก่

o   เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

o   สินค้าไลฟ์สไตล์

o   โทรศัพท์มือถือ

 
  • ประเภทสินค้าที่มีจำนวนออเดอร์สูงสุด ได้แก่

o   สุขภาพและความงาม

o   แฟชั่น

o   สินค้าไลฟ์สไตล์

 
  • สินค้า 3 อันดับที่มียอดขายสูงสุดบนลาซาด้า

o   Apple AirPods (2019 edition)

o   Apple iPhone 7 Plus (32 GB)

o   หูฟัง Sennheiser Momentum True Wireless

Read more

Alibaba ซื้อกิจการ Lazada ทุ่มเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Alibaba ยักษ์ใหญ่แห่งวงการทําเว็บ e-commerce สัญชาติจีน ประกาศทุ่มเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ รวบกิจการ Lazada เป็นที่เรียบร้อย พร้อมตั้งเป้าบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มตัว จากการประกาศของ Alibaba ระบุว่าการทุ่มเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซื้อกิจการ Lazada ครั้งนี้ แบ่งเป็นการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิม500 ล้านเหรียญสหรัฐ และอีก 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการลงทุนเพิ่ม ซึ่งเป้าหมายของการซื้อกิจการครั้งนี้ Michael Evans ประธานของ Alibaba ระบุชัดว่า การลงทุนกับ Lazada จะช่วยให้ Alibaba เข้าถึงฐานลูกค้าและกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมหาศาลนอกประเทศจีน ซึ่งนับว่าการลงทุนครั้งนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะขยายการเติบโตของธุรกิจ  E-Commerce ทั่วโลกในอนาคต นอกจากนี้การลงทุนยังช่วยเชื่อมโยงแบรนด์, ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภคที่ Lazada มี และขยาย ecosystem ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ารับทําเว็บขายของออนไลน์ได้มากขึ้น
lazada-1 สำหรับ Lazada เป็นที่รู้จักดีที่ฐานะบริษัทด้านรับทำ e-commerce ชั้นนำ  มีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ ก่อตั้งโดย Rocket Internet เมื่อปี 2011 และในปี 2014 Lazada ได้ขยายธุรกิจออกไปยังประเทศอินโดนิเซีย, มาเลเซีย , ฟิลิปปินส์ , สิงคโปร์ , ไทย และเวียดนาม จนกลายเป็นบริษัทสร้าง เว็บไซต์ด้าน E-Commerce ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่ล่าสุดจะถูกซื้อกิจการไปโดย Alibaba ในที่สุด   ที่มา : sanook.com
Read more

คอนเฟิร์มแล้ว ไทยเก็บภาษี e-commerce

อธิบดีกรมสรรพากรไทยยืนยันกับสำนักข่าว Reuters ว่าเตรียมพร้อมเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซในปีหน้า คาดว่าจะเปิดตัวภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจรับทำเว็บไซต์ขายสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ มีเป้าหมายที่จะรวบรวมภาษีเป็นรายได้แผ่นดินให้ได้ 3-4 พันล้านบาท (98-131 ล้านเหรียญสหรัฐ) ต่อปี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการเก็บภาษี e-commerce จะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาไทย แต่ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมถึงกรอบเวลาว่าจะเริ่มช่วงเวลาใดของปี การจัดเก็บภาษี e-commerce ทำเว็บไซต์ ecommerce นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ธุรกิจออนไลน์ของไทยกำลังเติบโตทั่วประเทศ วันนี้ผู้ประกอบการไทยทําเว็บขายของขายสินค้าให้กับลูกค้าโดยตรงผ่าน Facebook, Instagram และแอปส่งข้อความเช่น Line ซึ่งเป็นบริการสัญชาติญี่ปุ่นที่ฮอตฮิตมากในสังคมไทยทุกระดับ ข้อมูลจาก Reuters ย้ำว่าตลาด e-commerce ไทยเติบโตเพราะแรงหนุนหลักจากที่ประชาชนคนไทยเริ่มอัปเกรดมาใช้แอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือหรือ mobile banking app มากขึ้น ทำให้การโอนเงินทำได้รวดเร็วและง่าย สถิติชี้ว่ายอดขายผ่านสื่อโซเชียลในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3.342 แสนล้านบาท (1.092 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ตัวเลขสวยหรูนี้มาจากรายงานล่าสุดจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศหรือ Electronic Transaction Development Agency ของประเทศไทย สำหรับในมุมของกรมสรรพากร นายเอกนิติกล่าวว่ารัฐบาลตั้งเป้าเก็บภาษีรวม 2 ล้านล้านบาทในปีงบประมาณปัจจุบัน สำหรับปีงบประมาณถัดไป อธิบดีกรมสรรพากรย้ำว่าจะเก็บภาษีให้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2.116 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้อาจจะมีภาษี e-commerce ปีแรกรวมอยู่ด้วย   ที่มา : thumbsup.in.th
Read more

ข้อเท็จจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับการชาร์จแบตเตอรี่สมาร์ตโฟน Android และ iOS

ปัจจุบันบริษัทจัดทําเว็บไซต์เทคโนโลยีการชาร์จและแบตเตอรี่กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะบนสมาร์ตโฟนที่มีการพัฒนาระบบชาร์จที่เร็วมาก จนตอนนี้มาถึง 50-60W กันแล้ว และยิ่งมีการพัฒนามากขึ้นเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งกังวลในเรื่องของความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องความร้อนหรือระเบิด ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมี 5 ข้อเท็จจริงที่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ไม่ได้บอกคุณเอาไว้ โดย CNET ได้สอบทางไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่หลายคน จนได้ผลสรุปมาดังนี้

1. Fast Charge ไม่ทำให้แบตพัง

แต่ก่อนสมาร์ตโฟนจะมีระบบชาร์จอยู่ที่ 5-10W แต่ปัจจุบันการพัฒนาทำให้เรามี Fast Charge ช่วยให้ชาร์จสมาร์ตโฟนได้ไวขึ้นตั้งแต่ 18W สำหรับ iPhone หรือ 25W สำหรับสมาร์โฟนของ Samsung หรือซื้อหัวชาร์จแบบ 45W มาใช้เพิ่มก็ยังได้ และบางแบรนด์ยังมีระบบชาร์จไวที่สูงถึง 55W เลยด้วย Fast Charge แบ่งช่วงการทำงานเป็นสองระยะ คือ ระยะแรก อัดแรงไฟให้เต็มที่ในสมาร์ตโฟนที่แบตใกล้ 0% เพื่อเพิ่มความเร็วในการชาร์จจาก 0% เป็น 70% ในระยะเวลา 10-30 นาทีแล้วแต่แบรนด์ และในเฟสสองระยะการชาร์จจะเริ่มช้าลงเพื่อถนอมแบตเตอรี่ แน่นอนว่าการชาร์จในเฟสแรกจะทำให้เครื่องเครื่องอุ่นหรือร้อนขึ้นเป็นธรรมดา แต่ตัวแบตเตอรี่ถูกออกแบบให้รองรับการชาร์จแบบนี้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดปัญหาตามมาทีหลัง เว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์สายแกะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยอดนิยมระบุว่า จินตนาการว่าเหมือนฟองน้ำที่น้ำไหลซึมเข้าเยอะในช่วงแรกและน้อยลงตามเวลา แต่สำหรับกรณี Galaxy Note 7 ระเบิดนั้นอยู่ที่การออกแบบแบตเตอรี่ล้วน ๆ ครับ

2. เราไม่สามารถชาร์จไฟเกินได้

การชาร์จแบตเตอรี่เกิน 100% อาจทำให้เครื่องมีปัญหา กลายเป็นความวิตกกังวลให้กับผู้ใช้งานได้ แต่ความจริงเราไม่สามารถชาร์จไฟเกินหรือ Over charge ได้แบบที่จินตนาการเอาไว้ นักวิจัยแบตเตอรี่เผยว่า ปัจจุบันแบตเตอรี่ถูกออกแบบมาให้ตัดไฟเมื่อตัวเครื่องชาร์จไฟเต็ม 100% แล้ว ดังนั้นมันจะไม่สามารถเกิดเหตุการณ์ชาร์จไฟเกินได้อย่างแน่นอน ถ้าไม่เกิดปัญหากับวงจรภายในแบตเตอรีเสียก่อน

3. อย่าทำให้แบตเหลือ 0%

การปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือ 0% จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น โดยปกติแล้วสมาร์ตโฟนจะถูกออกแบบมาให้ปิดตัวเองก่อนที่แบตเตอรี่จะเหลือศูนย์จริง ๆ เพื่อป้องกันแบตเหลือ 0% เช่นกรณี iPhone เครื่องจะดับไปก่อน แล้วมีไอคอนแบตเตอรี่แดงขึ้นมาคือเหลือน้อยมากแล้ว แต่ถ้าเปิดไม่ขึ้นเลยคือแบตเตอรี่เหลือ 0% ทางที่ดีที่สุดคือถ้าจะปล่อยแบตหมด ควรเหลือไว้แบตเตอรี่ให้อยู่ในช่วง 30% เอาไว้จะดีที่สุด

4. อุณหภูมิสูง ๆ คือตัวทำร้ายแบตเตอรีอย่างดี

Isidor Buchmann, CEO ของบริษัทแบตเตอรี่ Cadex Electronics และบริษัทในเครือ Battery University รับทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ เผยว่า การปล่อยให้แบตเตอรี่มีอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาจะยิ่งทำให้แบตเตอรี่เสื่อมประสิทธิภาพได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ถามว่าจำเป็นต้องเล่นแต่ในห้องแอร์มั้ย  ด้วยสภาพอากาศประเทศไทยก็เป็นแบบนี้ แค่พยายามอย่าให้เครื่องร้อนเกินไปก็พอครับ

5. ใช้ที่ชาร์จที่ไม่ได้มากับเครื่อง ไม่ทำให้แบตเสื่อม

ปัจจุบันผู้ผลิตสมาร์ตโฟนจะมีระบบชาร์​จไวคู่บารมีของตัวเอง เช่น ของ Oppo เรียก VOOC เป็นต้น การนำที่ชาร์จของแบรนด์อื่น ๆ มาชาร์จเครื่องเราเองนั้นไม่ทำให้แบตเตอรี่ของเครื่องเสื่อมลง แต่ทำให้เราไม่สามารถดึงประสิทธิภาพของที่ชาร์จนั้น ๆ ออกมาได้อย่างเต็มที่ครับ Google เคยขอให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนฝั่ง Android ออกแบบอแดปเตอร์ให้รองรับอย่างน้อยคือ PD Charge ซึ่งเป็นมาตรฐานกลาง อย่างน้อยให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถใช้ชาร์จเร็ว PD ได้   ที่มา : sanook.com
Read more

เพจขายของอ่านด่วน Facebook กฏการค้าขายใหม่เพียบ ห้ามโพสต์หลายอย่าง รีบอ่านทำความเข้าใจก่อนเพจจะหายไป

มีปรากฏการณ์ขึ้นในหมู่พ่อค้าและแม่ค้าทำเว็บขายของบน Facebook หลายคนเกี่ยวกับโพสต์หาย บางรายถึงกับเพจบินหายไปเลยเนื่องจาก Facebook มีการปรับกฏมาตรฐานชุมชนใหม่ แนะนำให้ร้านค้ารีบอ่านและทำความเข้าใจก่อนเพจของคุณจะหายไปครับ 1489201-thumbnail หลัก ๆ ที่ Facebook ปรับใหม่คือเรื่องข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน โดยร้านค้าทุกร้านรับทําเว็บไซต์เน้นย้ำว่าทุกร้านไม่ว่าจะใหญ่ระดับไหนหรือมียอดไลก์เยอะขนาดไหนก็ตาม ห้ามโพสต์ข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน ข้อมูลที่ห้ามโพสต์ทุกกรณี หมายเลขประจำตัวประชาชน หมายเลขประกันสังคม หมายเลขหนังสือเดินทาง หรือหมายเลขที่ใช้ในการสอบ บัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐ บัตรประจำตัวนักเรียนหรือนักศึกษาที่แสดงข้อมูลสองอย่างจากรายการต่อไปนี้

(1) ชื่อ

(2) รูปภาพ

(3) หมายเลขประจำตัว ข้อมูลระบุตัวตนดิจิทัล รวมถึงรหัสผ่าน

เนื้อหาที่เอื้อต่อการขโมยข้อมูลระบุตัวตน โดยการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินส่วนบุคคล (ของตัวเองหรือผู้อื่น) ต่อไปนี้ บัญชีธนาคารหรือข้อมูลบัตรเครดิต บันทึกทางการเงินคู่กับข้อมูลบัญชีผู้ใช้ เนื้อหาที่เอื้อต่อการขโมยข้อมูลระบุตัวตน โดยการแชร์ข้อมูลติดต่อส่วนบุคคลของผู้อื่นนั้นหมายถึง หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลส่วนตัว อีเมล Messenger และข้อมูลระบุตัวตนแชท ข้อมูลข้างต้นสามารถแชร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการกุศล บริการที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ หรือช่วยในการตามหาบุคคลหรือสัตว์ที่สูญหายได้ ข้างต้นนี้เป็นข้อมูลจาก Facebook สรุปง่าย ๆ คือข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน แสดงถึงตัวตนและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานทุกชนิด ห้ามโพสต์ ทั้งหมด เช่น สลิปการจ่ายเงิน สลิปสำหรับติดตามพัสดุเพราะมีชื่อของผู้ซื้อ แชทของลูกค้า รีวิวของลูกค้า อะไรก็ตามที่มีชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ เลขบัญชี หาก Facebook จับได้ก็จะถูกลงโทษทันทีครับ ช่วงนี้ก็จะขายของยากหน่อย ๆ ต้องติดตามข้อบังคับจาก Facebook ให้ดีก่อนเพจเราจะบินครับ นอกจากการค้าขายเว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์แล้ว Facebook ยังปรับกฏสำหรับการใช้งานโดยรวมด้วย ศึกษาเพิ่มเติมได้จากแหล่งที่มา ที่มา : sanook.com
Read more

Instagram Academy Thailand ช่วยให้นักขายรุ่นใหม่ ขายของบน IG สะดวกขึ้น

ประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีการใช้มือถือในการสร้างธุรกิจเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถสร้างโอกาสในการขายได้แบบนี้ การเกิดขึ้นของ Social Commerce ที่หลายแพลตฟอร์มนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนเองนั้น ก็มาจากการใช้งานบนโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่าง Facebook และ Instagram แม้จะมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากมาย แต่คนไทยส่วนใหญ่รับทําเว็บขายของออนไลน์ก็ยังเลือกเชื่อใจการคุยกับคนด้วยกัน มากกว่าใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Story บน Facebook และ Instagram มีการใช้งานสูงถึงวันละ 500 ล้านครั้ง และกลายมาเป็นโอกาสของภาคธุรกิจทําเว็บ e-commerceที่จะหันมาใช้เครื่องมือนี้เป็นอีกหนึ่งช่องทางโฆษณาและปิดการขายได้อย่างน่าสนใจ ด้วยความแข็งแรงของ Social Commerce ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ Facebook และ Instagram จัดทำ Instagram Academy Thailand ขึ้นในไทย เพื่อให้ความรู้และเสริมศักยภาพทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่รับทำ e-commerce ชั้นนำ อย่างเป็นทางการ

Instagram Academy Thailand คืออะไร

  • Instagram Academy Thailand เป็นโปรแกรมอบรมที่มุ่งให้ความรู้และเสริมศักยภาพทักษะด้านดิจิทัลด้วยเครื่องมือของ Instagram และสื่อการเรียนรู้ที่จำเป็นในการผลักดันธุรกิจให้เติบโต
  • โปรแกรมอบรมนี้มุ่งให้ความรู้และส่งเสริมทักษะเชิงลึกทางด้านการสร้างคอนเทนต์อย่างสร้างสรรค์และการใช้เครื่องมือโฆษณาเว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์ขั้นสูง โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่มีอายุไม่เกิน 35 ปี

สำหรับโปรแกรม Instagram Academy Thailand จัดขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 โดยมีผู้เข้าร่วมงาน 250 ท่าน พร้อมการถ่ายทอดสดผ่าน Workpoint Facebook page ในปัจจุบัน Instagram ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงสู่วิถีการสร้างอาชีพและการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ ในประเทศไทยมีคนจำนวนมากที่อายุน้อยกว่า 35 ปีที่ใช้ Instagram เป็นเครื่องมือในการขยายและสานต่อความฝันด้านธุรกิจจากโปรเจ็กต์ต่างๆ จนท้ายที่สุดสามารถก่อตั้งธุรกิจขึ้นมาและหลายคนมีธุรกิจรับทำเว็บ เป็นของตนเองก่อนสำเร็จการศึกษาอีกด้วย

โปรแกรม Instagram Academy Thailand ประกอบด้วย

  • ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำธุรกิจบน Instagram และการใช้เครื่องมือเชิงสร้างสรรค์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • การนำเสนอการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพบนแพลตฟอร์ม Instagram
  • กิจกรรมที่ให้ความรู้เชิงลึกและส่งเสริมทักษะความสามารถเกี่ยวกับการโฆษณาบน Facebook และการใช้เครื่องมือโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายเพื่อขยายฐานลูกค้า
  • การเสวนาร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่มาแบ่งปันประสบการณ์จากการดำเนินธุรกิจบนแพลทฟอร์ม Instagram

วิธีการสู่ความสำเร็จของธุรกิจบน Instagram

เริ่มต้นด้วยการสร้างโปรไฟล์ธุรกิจ Instagram ทำให้ธุรกิจทำเว็บไซต์ ขายของสามารถเผยแพร่ข้อมูลและกระตุ้นยอดขายโดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย คุณสามารถสร้างโปรไฟล์ธุรกิจฟรีด้วยการไปที่บัญชีผู้ใช้และกดเปลี่ยนเป็นโปรไฟล์ธุรกิจ จากนั้น คุณจะสามารถสร้างชุมชนของคุณและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าได้ Instagram สามารถทำหน้าที่เป็น “หน้าร้าน” โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์ นอกจากนี้ ยังเป็นการเรียนรู้การใช้งานชุดเครื่องมือของ Instagram ทั้งหมด โดยธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบน Instagram คือแอคเคานท์ที่มีการ โพสต์เนื้อหาลงบน Feed การใช้งาน Stories, Live  โดยเครื่องมือทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารของพวกเขา อย่ากังวลมากนักเกี่ยวกับรูปภาพหรือวิดีโอที่ต้องผลิตออกมาอย่างสวยงาม คุณควรให้ความสำคัญกับการแสดงถึงความมีเอกลักษณ์มากกว่า และเชิญชวนให้ลูกค้าแชร์โพสต์และ Stories เกี่ยวกับธุรกิจของคุณ เพื่อที่คุณจะได้สามารถแชร์เนื้อหานั้นซ้ำผ่านบัญชีของคุณได้ การใช้เนื้อหาที่เรียบง่ายสำหรับ Stories
  • Stories ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับธุรกิจ หนึ่งในสามของ Stories ที่มีการรับชมมากที่สุดนั้นมาจากธุรกิจ สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่
  • ใช้งานข้อมูลเชิงลึกบน Instagram ช่วยให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้ติดตามของคุณและประเมินว่าเนื้อหาของคุณมีผลอย่างไรต่อผู้ชม
  • เชื่อมต่อกับลูกค้าและธุรกิจอื่นๆ โดยตรง หรือการส่งข้อความโดยตรงเพื่อแบ่งปันบันข้อมูลและสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าโดยตอบกลับการแสดงความคิดเห็นของพวกเขา นอกจากนี้ แท็กธุรกิจบนโพสต์ของคุณหรือส่งข้อความโดยตรงไปหาพวกเขาเพื่อสร้างความร่วมมือ

นอกจากนี้ การแท็กมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นแฮชแท็ก การแท็กสถานที่ หรือแม้กระทั่งการแท็กธุรกิจต่างๆ และผู้คนที่อยู่ในเนื้อหาของคุณ กฎข้อสำคัญที่ดึงดูดยอดไลค์คือการโพสต์ที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่การโพสต์แบบทั่วไป

ข้อควรรู้ที่น่าสนใจ

  • การใช้แฮชแท็กมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและสามารถช่วยให้แบรนด์ของคุณเติบโตได้  ผ่านการค้นหาและกระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับลูกค้า
  • ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้ว่าคนไทยใช้ Instagram ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย ไม่ใช้แค่เพื่อติดต่อสื่อสารกับเพื่อนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการค้นหาแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวัน

 

แฮชแท็กที่นิยมใช้ในการโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับแฟชั่น 

No. 

Hashtag 

1. 

#แมทได้กับเสื้อทุกสี – matching with color

2. 

#เสื้อผ้าแนวสตรีท – street clothing 

3. 

#กางเกงวินเทจ – vintage pants 

4. 

#กางเกงยีนส์ – jeans 

5. 

#เสื้อผ้าราคาถูก – cheap clothes 

6. 

#กางเกง – pants 

7. 

#พร้อมส่ง – ready to ship 

8. 

#กระโปรง – skirts 

9. 

#เสื้อผ้าแฟชั่น – fashionable clothes 

10. 

#เสื้อผ้าเกาหลี – Korean-style clothes 

  ที่มา : www.thumbsup.in.th
Read more

ช่องทางตลาดใหม่ Taobao ร่วมมือกับ Zonet สนับสนุนสินค้าไทยส่งออกจีน

อย่างที่ทราบกันว่าทำเว็บไซต์ e-commerce ในปี 2020 มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการค้าขายในแบบ Cross Border หรือการซื้อขายระหว่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในตลาดประเทศจีนที่มองว่าสินค้าไทยอย่างสินค้าการเกษตรมีคุณภาพระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่เทียบเท่าสินค้าจากกลุ่มยุโรปหรือญี่ปุ่น แต่ในสายตาผู้บรฺดภคชาวจีน สินค้าทำเว็บไซต์ ขายของไทยก็ยังน่าสนใจหากแต่ไม่มีการทำตลาดหรือเป็นที่รู้จักในประเทศจีนอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะผู้ประกอบการไทยยังไม่ทราบวิธีและช่องทางในการเข้าไปทำตลาดประเทศจีน รวมไปถึงข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับจีน และพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีน อีกทั้งผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็นลักษณะธุรกิจ SME นั่นจึงทำให้สินค้าไทยยังเจาะเข้าสู่ตลาดประเทศจีนได้น้อยมาก ซึ่งสินค้าไทยส่วนใหญ่ที่รู้จักในจีนมักจะเกิดจากนักท่องเที่ยวจีนซื้อกลับไปแล้วเกิดการบอกต่อจนเป็นที่รู้จัก Zonet ด้วยเหตุนี้ Thailand Zonet Buyers Development Alliance สมาคมที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินการเลือกสินค้าไทยที่น่าสนใจให้กับตลาดจีน ได้ร่วมกับ Taobao Global รับทำเว็บไซต์ ecommerce  สินค้าต่างประเทศรายใหญ่ของจีนในการเป็นช่องทางที่สำคัญเพื่อให้่สินค้าไทยเข้าไปสู่ตลาดประเทศจีน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเจาะตลาดจีนได้ ยังเป็นการนำเสนอสินค้าที่คัดสรรแล้วว่ามีคุณภาพต่อลูกค้าชาวจีนด้วย Magellan นอกจากนี้ Taobao ยังได้เปิดตัวโครงการ “แมคเจลแลน (Magellan)” ตามชื่อของผู้ที่สามารถเดินทางรอบโลกได้เป็นคนแรกอย่างเฟอร์ดินานด์ แมคเจลแลน (Ferdinand Magellan) โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในโครงการนี้ สำหรับโครงการนี้จะเป็นลักษณะ Video Streaming ในการเจาะไปถึงผู้ผลิตสินค้านอกประเทศจีน เพื่อให้ลูกค้าชาวจีนรู้จักและเชื่อมั่นในสินค้านอกประเทศจีน นายเหยา เหว่ย ผู้อำนวยการ Taobao Global ชี้ว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นการร่วมมือระหว่าง Taobao และภาครัฐในประเทศนั้น รวมไปถึงผู้ประกอบการ พันธมิตรของ Taobao ที่สำคัญยังมีสมาคม Zonet ของ Taobao ที่กระจายไปตามประเทศแหล่งผลิตสำคัญ เพื่อเป็นหน่วยในการค้นหาสินค้าที่มีศํกยภาพในการทำตลาดที่จีน รวมไปถึงยังเป็นหน่วยที่ช่วยคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ Magellan ครั้งนี้ Taobao ยังได้ร่วมมือกับกรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการรับรองผลิตภัณฑ์ของไทยที่มีคุณภาพรับทำ online shop ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด โดยโครงการดังกล่าวตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสินค้าแบรนด์ไทยบนแพตทฟอร์ม Taobao Global อย่างน้อย 25% ภายในสิ้นปีนี้ สำหรับสินค้าไทยจะเน้นไปที่กลุ่มหมอนยางพารา ที่นอนยางพารา ผลไม้อบแห้งและเครื่องสำอาง Magellan2 สำหรับกลุ่ม Zonet ในประเทศไทย ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 100 คน โดยกลุ่ม Zonet จะเน้นการ Live Streaming ซึ่งกำลังเป็นคอนเท้นต์ที่คนจีนติดตามมากที่สุด และจะเน้นเพื่อนำเสนอสินค้าของไทยรับทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการ Live ถึงกระบวนการผลิตและขั้นตอนการดำเนินการตั้งแต่ต้นทางจนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคชาวจีนเชื่อมั่นในคุณภาพและมตรฐานของสินค้าไทย Thai Product นอกจากเรื่องของการ Live Streaming แล้ว Zonet ยังทำหน้าที่เป็นกึ่งที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการไทยในการเตรียมตัวทำเว็บไซต์ ขายของเพื่อเข้าสู่ตลาดประเทศจีน ทั้งในเรื่องของการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ ช่องทางการตำหน่าย รูปแบบการขนส่ง รวมไปถึงข้อแนะนำอื่นๆ ที่ช่วยให้สินค้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนได้ ปัจจุบันสินค้าไทยที่มีวางจำหน่ายมากที่สุดบนแพลตฟอร์ม Taobao Global ประกอบไปด้วย เครื่องนอน ผลิตภัณฑ์ด้านความงามและอาหาร   ที่มา : marketingoops.com
Read more

รวมเว็บไซต์ขายของสินค้าออนไลน์จากจีนที่ราคาถูก

นักช้อปออนไลน์ทั้งหลาย อยากได้ของถูกกันไหมคะ วันนี้เราจะมาแชร์เว็บไซต์เว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์จีนที่ร้านส่วนใหญ่ในไทยพรีออเดอร์มา ถ้าจะเทียบราคากับ Shopee หรือ Lazada เรียกได้ว่า ราคาถูกกว่า 2-3 เท่าเลย เหมาะกับคนที่อยากเป็นผู้ประกอบการมือใหม่รับทําเว็บขายของออนไลน์ ที่กำลังมองหาแหล่งสินค้าราคาถูกใหม่ๆ หรือลูกค้ารับทำ Websiteอยากได้สินค้าหลายชิ้นในราคาส่ง ซึ่งร้านในนี้ส่วนใหญ่ต้องมีบริษัท Shipping รับของจากโกดังจีนอีกที ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ขึ้นอยู่กับบริษัทแต่ละเจ้าว่าให้กิโลละเท่าไหร่ กับปริมาณการซื้อ ซึ่งแม่ค้าพ่อค้าทั้งหลายก็ต้องคำนวณต้นทุนในส่วนนี้ให้ดีด้วยนะคะ
  • Taobao
Taobao เป็นเว็บขายปลีกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซื้อแค่ไม่กี่ชิ้นก็ได้ราคาถูกแล้ว ข้อดีของเว็บนี้คือสามารถต่อรองราคาได้ ไม่เหมือนไทยที่ราคาต้องตั้งตามเว็บ เป็นอีกแหล่งช้อปของวัยรุ่นที่อยากซื้อสินค้าไปใช้เองในปริมาณเยอะ เพราะถ้าสั่งพรีออเดอร์จากไทยก็ต้องจ่ายเงินราคาเต็มก็อาจจะอ่วมได้ ความวุ่นวายมีสิ่งเดียวคือเว็บนี้รับทำเว็บไซต์เป็นภาษาจีน ไม่มีไทยกับอังกฤษ ทำให้เวลาดูต้องมีแอพแปลภาษาอยู่ข้างๆ ตอนช้อปเสมอ ไม่งั้นกดผิดชีวิตได้เปลี่ยนได้ สามารถจ่ายผ่าน Alipay กับ Paypal
  • Tmall
เป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์จีนที่มีคุณภาพ เพราะร้านค้าที่ขายในนี้ได้จะต้องจดทะเบียนการขาย ทำให้เชื่อได้ว่าสินค้าจะมีคุณภาพตามปก แต่ราคาสินค้าในนี้ก็จะสูงตามไปด้วย ด้วยความืที่เว็บนี้เป็นเว็บเครือเดียวกับ Taobao ทำให้มีแต่ภาษาจีน ไม่มีไทยอังกฤษ ก็จะมึนหัวหน่อย แต่ถือว่าคุ้มค่ากับสินค้าและคุณภาพที่สั่งได้ อีกอย่างหนึ่งคือ ที่นี่ยังไม่ใช่แหล่งขายส่งเท่าไหร่นะคะ ถ้าซื้อเพื่อไปขายต่ออาจจะราคาสูงนิดนึง เหมาะกับการพรีออเดอร์จากไทยแล้ว มาสั่งสินค้าที่มียอดเงินเข้ามาแล้วมากกว่า
  • AliExpress
เว็บไซต์ที่คนไทยชอบสั่งสินค้ากันมาก ให้ฟีลลิ่งเหมือนช้อปสินค้าจากแพลตฟอร์มยอดนิยมของบ้านเราอย่าง Lazada แต่เป็นฝั่งจีน ด้วยความที่ AliExpress ค่อนข้าง Global มากกว่า ทำให้มีภาษาอังกฤษรองรับ และมีโปรโมชั่นคล้ายๆ กับของไทย ส่วนการจ่ายเงินก็ตัดผ่านบัตรเครดิตได้เลย นอกจากนี้ ยังส่งได้ถึงหน้าบ้านไม่ต้องใช้ Shipping ให้วุ่นวาย เว็บนี้เป็นนิยมในไทยมาก เพราะผูกกับสินค้าไทยหลายชิ้น โดยเฉพาะการสินค้าแบบส่ง เลยไม่ค่อยมีความยุ่งยากอะไรมากเท่าไหร่
  • Ezbuy
สไตล์ของ Ezbuy คล้ายกับ Shopee ของไทย แต่ราคาจะถูกกว่า โดยเว็บไซต์จะมีระบบเปลี่ยนภาษาได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้อ่านได้ง่าย (ขณะที่บางเว็บเป็นภาษาจีนล้วน) ซึ่งที่นี่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งขายส่งให้กับร้านค้าที่จะนำไปขายต่อใน IG แต่ปรับเป็นแบรนด์ตัวเอง หรือ Shopee สินค้าที่โดดเด่นคือ สินค้าแฟชั่น ต่างหู กระเป๋า ราคาจะถูกและคุณภาพดี แต่ทั้งนี้ต้องเช็คสินค้ากับทางร้านค้าในระบบนั้นด้วย เพราะบางครั้งภาพก็ไม่ตรงปก ก็ต้องเช็ครีวิวจากคนที่เคยซื้อสินค้าไปแล้วอีกรอบ นอกจากนี้ ช่องทาง Ezbuy ยังรับบัตรเครดิตด้วยจึงไม่ต้องวุ่นวายเรื่องการจ่ายเงินเยอะ แค่รอของเหมือนพรีออเดอร์ภายใน 10-14 วัน สำหรับทั้ง 4 เว็บไซต์รับทำเว็บไซต์ขายสินค้านี้ เรียกว่าเป็นแหล่งขายส่งอย่างดีที่ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการราคาลดลง เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มกำไรให้แก่พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายและยังมีอีกหลายเว็บที่จำแนกตามประเภทต่างๆ หากใครอยากได้เว็บไซต์เน้นขายสินค้าแนวไหนคอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะคะ   ที่มา : thumbsup.in.th
Read more

อยากเจาะตลาดการทำอีคอมเมิร์ซจีน SMEs ไทยควรต้องรู้อะไรบ้าง ?

เรารู้กันอยู่แล้วว่าจีนเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเป็นสังคมไร้เงินสดการทำ เว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์ และมีการบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์สูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก เห็นได้จากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแตะ 854 ล้านคน(ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย. 2562) คิดเป็นร้อยละ 61.2 ของประชากรจีน และในจำนวนดังกล่าวเป็นการใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือกว่าร้อยละ 98 โดยช่องทางการซื้อขายออนไลน์ หรือ e-Commerce ได้กลายเป็นช่องทางช็อปปิ้งที่แสนจะธรรมดาสำหรับผู้บริโภคชาวจีนไปแล้ว เห็นได้จากวันคนโสด หรือวันที่ 11 เดือน 11 ของทุกปี ที่ยอดขายจากการช็อปปิ้งออนไลน์การทำเว็บ ecommerce ของชาวจีนพุ่งสูงทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่องทุกปี ผมคิดว่าตัวเลขเหล่านี้น่าสนใจมากนะครับ เพราะการเจาะตลาดอีคอมเมิร์ซจีนจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทยได้ แต่ตลาดอีคอมเมิร์ซจีนนั้นก็มีแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรง ท้าทายผู้ประกอบการไทยเป็นอย่างมาก ทั้งกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อนแตกต่างกันไปในแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ 1.e-Commerce แบบทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่อยากเริ่มต้นเข้าไปทำตลาดอีคอมเมิร์ซในจีน เพราะมีกฎระเบียบต่าง ๆ ค่อนข้างชัดเจน ต้องจดทะเบียนประกอบธุรกิจในจีนหรือใช้คนกลางช่วยทำธุรกิจ นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางขายสินค้าออนไลน์ในจีนที่มีมานาน ซึ่งผู้บริโภคชาวจีนมีความมั่นใจและคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น Taobao, Tmall, Dangdang และ JD.com แต่ผู้ประกอบการต้องศึกษาหรือทำความเข้าใจอย่างละเอียด เช่น จะต้องเป็นนิติบุคคล มีการเปิดบัญชีการชำระเงินในจีน หรืออาจจะมีการวางแผนจัดส่งสินค้า การสต๊อกสินค้า และการรับคืนสินค้าด้วยตนเอง 2.cross-border e-Commerce เหมาะกับผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในต่างประเทศ สามารถเข้าสู่ออนไลน์ของจีนได้ง่ายขึ้นผ่าน Website ของผู้ประกอบการจีน เช่น International Tmall, JD Worldwide, Kua Jing Tong และ Website ที่เป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการไทยและจีน อย่างเช่น ThaiOneMall รวมถึง Website ของหน่วยงานภาครัฐของไทยที่เอื้อต่อการทำธุรกิจออนไลน์ข้ามประเทศ เช่น Thaitrade.com ทั้งนี้ รัฐบาลจีนมีนโยบายสนับสนุนการค้าผ่าน cross-border e-Commerce จึงมีการผ่อนผันเงื่อนไขการตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้า ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการและช่วยลดระยะเวลาในการนำเข้าสินค้า มีการนำเข้าสินค้าเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าการนำเข้าทั่วไป แต่มีค่าใช้จ่ายหรือค่าดำเนินการ เช่น เงินประกันการปฏิบัติตามสัญญา ค่าธรรมเนียมรายปี ส่วนแบ่งจากยอดขาย สำหรับรูปแบบการชำระเงินออนไลน์ผ่านทางWeb Designของจีนมีการชำระเงินผ่านตัวกลาง 3 ช่องทางหลัก คือ Alipay, Tenpay และ UnionPay โดยการชำระเงินผ่าน Alipay ได้รับความนิยมมากที่สุดในจีน สามารถให้บริการชำระเงินทั้งผ่านทาง Website และโทรศัพท์มือถือได้หลายสกุลเงิน ส่วน Tenpay เน้นการชำระเงินผ่านการทำธุรกรรม WeChat และสำหรับ UnionPay เป็นการชำระเงินด้วยสกุลเงินหยวน (RMB) ผ่านการตัดบัญชีบัตรเครดิต กลยุทธ์ในการเจาะตลาดออนไลน์จีนสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องรู้ก็คือ ชาวจีนจะให้ความสำคัญกับแบรนด์สินค้าเป็นอันดับแรก รองลงมาคือรีวิวจากผู้ใช้งานจริง แล้วจึงตามมาด้วยคุณภาพ ชื่อเสียง และราคาตามลำดับ ซึ่งในประเด็นเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า นอกจากนี้ การรวมกลุ่มของผู้ประกอบการไทยเพื่อเข้าไปทำตลาดออนไลน์ในจีนร่วมกันก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนในด้านต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งและเพิ่มอำนาจการต่อรองได้ เนื่องจากตลาดจีนถือว่าเป็นตลาดที่ซับซ้อนและมีการแข่งขันที่สูงมาก ทั้งนี้ การเข้าไปเจาะตลาดออนไลน์จีนมีอุปสรรคที่ผู้ประกอบการต้องระวังคือ 1) การสื่อสารต้องใช้ภาษาจีนเป็นหลัก 2) กฎหมายหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ในการทำธุรกิจออนไลน์ 3) การจดทะเบียนตราสินค้า (trade mark) 4) การลอกเลียนแบบสินค้า และ 5) การควบคุมราคาสินค้า ดังนั้น ในช่วงแรกที่เข้าไปทำตลาดในจีนผู้ประกอบการไทยควรมีเครือข่ายและพันธมิตรในจีน เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่าย หรือช่วยอำนวยความสะดวกต่อการเข้าสู่ตลาด การชำระเงิน การจัดส่งสินค้า รวมถึงการให้บริการหลังการขาย ซึ่งผู้บริโภคชาวจีนค่อนข้างคาดหวังกับบริการที่สะดวกและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว การส่งสินค้ากลับคืน และการติดต่อกับลูกค้า ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องมีความระมัดระวังรอบคอบในการเลือกคนจีนที่เชื่อถือได้มาเป็นพันธมิตร และจะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญทางด้านอีคอมเมิร์ซในจีนอย่างแท้จริงด้วยครับ   ที่มา :  www.prachachat.net
Read more

Shopee ร่วมมือกับ KBank ปล่อยเงินกู้ออนไลน์ เพื่อพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการทุนค้าขายในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

แม้ค้าขายบนโลกออนไลน์จะทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่มีเว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์ ปิดการขายได้รวดเร็ว ยิ่งยุคนี้มี Live ขายสดได้ทันใจ แต่ก็ไม่ใช่ทุกร้านที่จะมีรายได้ไหลเข้ามาทันที ไม่นับต้นทุน ค่าดำเนินการต่าง ๆ เรื่อง “เงินทุน” จึงยังเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับคนทำทําเว็บไซต์อยู่ดี  ล่าสุด Shopee ได้ขยายความร่วมมือกับ KBank ให้บริการ “เงินกู้ธุรกิจออนไลน์” โดยไม่ต้องมีเอกสารและหลักประกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ขายบนแพลตฟอร์ม Shopee ผู้ขายและผู้ซื้อบน Shopee จะได้ประโยชน์อย่างไร? 1. โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากเงินกู้ธุรกิจออนไลน์ (MADFUND) ของร้านค้าทําเว็บขายของบนแพลตฟอร์มของ Shopee โดยไม่ต้องยื่นเอกสาร ไม่ต้องมีหลักประกัน สมัครง่ายผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS คัดกรองผู้รับสินเชื่อจากข้อมูลรายได้ และพฤติกรรมการค้าขายอื่น ๆ ประกอบกัน ให้วงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 600,000 บาท 2. โอกาสสำหรับร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ในการใช้บริการ MADHUB ศูนย์รวมโซลูชันครบวงจรของคนกล้าฝันค้าออนไลน์ทําเว็บ e-commerce ที่รวบรวมตัวช่วยจำเป็นสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการทำธุรกิจ เช่น คำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการ หลักสูตร พื้นที่ให้คำปรึกษา และอบรม สัมมนา ดีลส่วนลดพิเศษที่จะช่วยให้การทำธุรกิจคล่องตัวขึ้น เป็นต้น 3. ผู้ซื้อที่จ่ายผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยจะได้รับโปรโมชันพิเศษกว่าการจ่ายด้วยบัตรอื่น ๆ ทั้งส่วนลดและ Shopee Coins เพิ่มขึ้น จากโปรโมชันปกติที่ให้ในช่วงโปรโมชันประจำเดือนแต่ละเดือน ความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ได้ขยายโอกาสให้พ่อค้าแม่ขายจากฝั่ง Shopee เพียงอย่างเดียว เพราะทาง KBank ก็ได้ประโยชน์จากการสร้างพาร์ทเนอร์หลากหลายอุตสาหกรรมด้วยโซลูชันทางการเงิน ทำให้ได้ลูกค้ากลุ่มเงินกู้เพิ่มขึ้น จากจุดเด่นที่สามารถทำผ่านแอปได้และขั้นตอนไม่ยุ่งยากไม่ต้องเตรียมเอกสาร   ที่มา : marketingoops.com
Read more

5 พฤติกรรมที่กำลังเปลี่ยนไปของนักช้อปออนไลน์

พฤติกรรมการช้อปออนไลน์คือสิ่งที่เปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา ซึ่งปีนี้คือปีที่พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ เกิดจากทําเว็บ e-commerce ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด รวมถึงการจ่ายเงินที่หลากหลายและเข้าถึงมากขึ้น เช่น เว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์ต่างประเทศรับตัดเงินผ่านบัตรเครดิตมากขึ้นและส่งทั่วโลก จากแต่ก่อนที่จัดส่งแค่ประเทศตัวเอง อะไรเล็กน้อยแค่นี้แต่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการช้อปออนไลน์ไปได้อย่างมหาศาล แล้วการเปลี่ยนไปนี้ ส่งผลอะไรกับนักการตลาดบ้าง ไปติดตามกันค่ะ
  • รอช้อปวันเลขเบิ้ล

ถ้าถามว่าพฤติกรรมนี้เปลี่ยนไปช่วงไหนน่าจะเริ่มจากแคมเปญ 9.9 ที่ทำให้วงการช้อปออนไลน์ให้เปลี่ยนไป จากที่แต่ก่อนช้อปตอนไหนเวลาไหนก็ได้ มากสุดก็รอวันลดครึ่งปีสิ้นปี แต่ตอนนี้วันช้อป ลดพิเศษมีมาทุกเดือนแล้ว คือวันที่ 10.10, 11.11 และปลายปีคือ 12.12 ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปคือก่อนหน้าวันเหล่านี้ นักช้อปจะไม่ช้อปเลยแต่กดใส่ตะกร้าหรือส่องสินค้าเท่านั้น ถ้าแบรนด์ไหนน่าช้อปก็จะไปเช็คโปรโมชั่นและรอกดซื้อวันเลขเบิ้ล ส่วนร้านค้ายอดขายจะตกก่อนแล้ว มีพุ่งทะยานวันโปรพิเศษวันนั้น สิ่งที่เปลี่ยนคงเป็นการปรับตัวของร้านค้าออนไลน์ที่ต้องผูกกับโปรโมชั่นช่วงนี้ หรือรับทำ e-commerce ชั้นนำเจ้าใหญ่ๆ
  • ทดลองหน้าร้าน แต่ซื้อออนไลน์

อีกพฤติกรรมที่น่าตกใจคือต่อให้ลูกค้าอยู่หน้าร้านก็ยังไม่ตัดสินใจซื้อสินค้าทันที แต่กลับเลือกที่จะทดลองใช้งานหรือสวมใส่สินค้าก่อนแล้วค่อยไปกดซื้อที่ช่องทางออนไลน์เอา เพราะว่าช่องทางออนไลน์จะมีโปรโมชั่นพิเศษค่อนข้างเยอะและส่วนใหญ่ทีมการตลาดที่ดูแลลูกค้าหน้าร้านกับออนไลน์ จะแยกกันคนละทีม ทำให้ราคาสินค้าอาจจะอยู่ในระดับที่ต่างกันได้ แล้วความรู้สึกของนักช้อปเองก็รู้สึกว่าการช้อปออนไลน์ถูกกว่าหน้าร้านอีก ทำให้หลายคนแม้จะนั่งอยู่หน้าร้าน แต่ก็ตัดสินใจไปซื้อออนไลน์ ดังนั้น หลายแบรนด์จึงแก้ปัญหานี้โดยการซื้อหน้าร้านได้ Gift set พิเศษ แต่ของแถมแบบนี้จะได้ผลดีกับสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์ซะมากกว่า
  • ฝากช้อปดีกว่า

ไม่ใช่แค่ความไม่มีเวลา แต่ คนรับหิ้วจะเหมือนตัวแทนเราไปเช็คสินค้าว่ามีอะไรถูกบ้าง เผลอๆ ส่องเก่งกว่าเราไปช้อปเองที่หน้าร้านเสียอีก รวมทั้งเงินที่เสียเพิ่มก็ถูกกว่าเราไปเดินช้อปเองด้วย ทำให้เพจที่ให้ข้อมูลด้านโปรโมชั่นเติบโตมากในตอนนี้ สังเกตได้จากคอมเมนต์เพจเหล่านี้ว่าจะเจอนักรับหิ้วของเต็มไปหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดพฤติกรรมการฝากช้อปมากขึ้น
  • ให้คุณค่ากับเงินดิจิทัล

เงินดิจิทัลนี้คือเงินที่อยู่ติดกับระบบ wallet ต่างๆ ที่จะเอา cashback กลับเข้าสู่ระบบให้คนยังใช้บริการช้อปสินค้าผ่านแอพนี้อยู่ สังเกตว่าเทรนด์นี้เริ่มมามากขึ้น จากแบรนด์ใหญ่ๆ ที่สร้าง wallet ของตัวเอง โดยผูกกับธนาคารชั้นนำเอาไว้ แต่ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า e-payment เจ้าไหนครองตลาดได้มากที่สุด แต่คาดว่าปีหน้าสงคราม e-Wallet เดือดแน่นอน
  • ตัดสินใจซื้อผ่าน Community

ตอนนี้กรุ๊ปสินค้าต่างๆ เริ่มแอคทีฟขึ้นมาก ถ้าเทียบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินค้าพวกเครื่องสำอางค์ กล้อง สินค้าไอที จะคึกคักกันที่สุด การตัดสินใจซื้อไม่ได้อยู่แค่ข้อมูลลูกค้าแล้ว แต่เป็นการรวมรีวิวปากต่อปากผ่านกรุ๊ป แล้วค่อยตัดสินใจไปซื้อ ทำให้ Community ของสินค้าประเภทต่างๆ เริ่มกระจายมากขึ้น หลายเพจปรับตัวโดยการสร้างกรุ๊ปเอง เช่น Jeban ขยายการพูดคุยไปอยู่ในกรุ๊ป รีวิวเครื่องสำอางค์ราคาแพง ให้คนประเภทเดียวกันมาเจอกันแล้วป้ายยากันเอง ความคุ้มค่าที่เปลี่ยนไปทำให้การช้อปของลูกค้าเปลี่ยนไปตามยุคสมัยเช่นกัน แต่ทุกคนไม่ต้องกลัวไปนะคะ การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ อยู่ที่การปรับตัวของเราที่ตามมาต่างหากที่ต้องกังวลว่าจะปรับตามกระแสทันหรือไม่ แต่นี่ล่ะคือเสน่ห์ของการค้าขายและธุรกิจ   ที่มา : thumbsup.in.th
Read more

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เรียกว่า ‘การขนส่ง’

คำว่า ‘ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ’  ทําเว็บอีคอมเมิร์ซจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มี ‘การขนส่ง’ มาช่วยเสริมศักยภาพเห็นได้ว่าได้ ในห้างหุ้นส่วนจำกัดหลาย ๆ ปีที่ทางทหารผ่านมาหัวเรื่อง : หัวเรื่อง: การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทำเว็บไซต์ขายของเรียก ได้ว่าได้เป็นไปอย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับผลสำรวจของ Google และเทมาเส็กที่ว่าใน ปี 2025 อันใกล้นี้มูลค่ารับทำอีคอมเมิร์ซชั้นนำในห้างหุ้นส่วนจำกัดห้างหุ้นส่วนจำกัดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเหยียบ 240 พันล้านดหนังสืออลล่าห์สหรัฐเลยทีเดีวซึ่งเป็นไปในห้างหุ้นส่วนจำกัดทำนองเดียวกันกับงานพนักงานวิจัยของiPrice เรื่องเทรนด์สายงานอีคอมเมิร์ซในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พบว่าอัตราการจ้าง งานในสายอาชีพนี้เดินทางถึง40.7% จากปี 2559 ถึงปี 2018 ธุรกิจการเว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์จะเกิดขึ้นไม่ได้รับการขนลูกค้าจะได้รับความช่วยเหลือจากลูกค้าด้วยการซื้อสินค้าผ่านการรับเว็บไซต์การขายสินค้าออนไลน์ของ การเดินทางที่น่าสนใจ แต่ก็มีผลต่อความปลอดภัย ในทุก ๆ ครั้งที่กดสั่งซื้อต่างประเทศก็รู้อยู่แล้วรับสินค้าได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังว่าจะได้รับกระบวนการจัดส่งที่ได รับรายงานที่เคลื่อนไหวได้ทุกชิ้น ฯลฯ ต้นแบบเพราะกระบวนการเหล่านี้เป็นเครื่องตีว่าเขาไม่ได้ถูกหลอก! ด้วยเหตุนี้ iPrice จึงได้รับการจัดส่งสินค้าให้กับ บริษัท ขนส่งสินค้าที่มีมูลค่ากว่า 600 รายการทั่วโลกเพื่อความพึงพอใจของลูกค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีข้อมูลสำรวจมาจากลูกค้า 80,000 คน ทั่วประเทศมาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, เวียดนามและไทย   ที่มา : marketingoops.com
Read more

E-Commerce ไทยโตแรงที่สุดในอาเซียนยอดปี 61 พุ่งสูง 3.2 ล้านล้านบาท

ETDA เผยทําเว็บ e-commerce ไทยโตแรงที่สุดในอาเซียนด้วยพฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่ปี 2561 คาดมูลค่าพุ่งสูงถึง 3.2 ล้านล้านบาท พบยอดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตโตเกือบ 4 เท่าจากสิบปีที่ผ่านมา วันที่ 2 ก.พ. 62 นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ระหว่าง 8-10% ต่อปี โดย ETDA ได้จัดเก็บสถิติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 และเมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าจากจำนวนเพียง 9.3 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2551 ปัจจุบันมีคนใช้มากถึง 45 ล้านคน
  • โชว์งบลงทุนสดๆ 4 แสนล้านพร้อม
  • ลงทุนระบบราง 1.1 ล้านล้าน วงเงินเทียบเท่ายักษ์จีน-ญี่ปุ่น
  • ไปรษณีย์ไทยเพิ่งตื่นทุ่มลงทุน 3 พันล้านบาท ติดตั้งเครื่องแยกพัสดุ รับค้าขายออนไลน์โต
ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย การพัฒนาของเครื่องมือสื่อสาร และราคาที่ถูกลง ทำให้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตรับทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ได้มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดรับทำเว็บไซต์ e-commerce ของประเทศไทยเติบโตไปด้วย ทั้งจำนวนผู้ซื้อ ผู้ขายทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น สอดรับกับจำนวนแพลตฟอร์มโดยผู้ประกอบการในไทยและต่างประเทศเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นกัน สำหรับ ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของ B2C (Business to Consumer) สูงเป็นอันดับที่ 1 ของอาเซียน เมื่อเทียบมูลค่าระหว่างปี 2559 กับปี 2560 พบว่า มีมูลค่าเพิ่มถึงกว่า 1 แสน 6 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี ระบบ e-Payment ที่สะดวกมากขึ้น การขนส่งที่รวดเร็วทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความนิยมซื้อของออนไลน์เว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค 5G จะส่งผลทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การใช้โดรนขนส่งและตรวจตราความปลอดภัย วิดีโอสตรีมมิ่งและถ่ายทอดสดแบบ 360 องศา โลกเสมือนจริงแบบสามมิติเพื่อการเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้จะขับเคลื่อน e-Commerce ไทยให้ไปต่อ เพราะสถิติที่ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 45 ล้านคน ขณะที่ Social Commerce ก็มาแรงไม่แพ้กัน คนไทยเลือกซื้อสินค้าผ่าน Social Commerce มากเป็นอันดับสองรองจาก e-Marketplace เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่ซื้อง่ายขายคล่อง ลดช่องว่าง (Barrier) ระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย และเพิ่มอำนาจการต่อรองของลูกค้า ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัยที่ลูกค้ามักให้ความสำคัญ คือ ด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ซึ่งพัฒนาไปตามความต้องการของลูกค้า มีระบบการติดตาม (Tracking) ตรวจสอบสถานะการส่งที่แม่นยำ ทำให้เกิดความมั่นใจในการสั่งซื้อ ด้านผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภาคเอกชนก็มีตัวเลือกหลากหลาย ระบบบริการที่มีการแข่งขันสูงทำให้ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ เพราะครอบคลุมพื้นที่ให้บริการมากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัวในเมืองใหญ่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากต้องการจะผลักให้ e-Commerce ไทยบุกตลาดต่างประเทศก็สามารถทำได้ เพราะเมื่อวิเคราะห์จากจุดแข็งของประเทศไทยที่เป็นเมืองน่าเที่ยวติดอันดับ 4 ของโลก และสินค้าไทยก็เป็นที่ชื่นชอบของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม, อินโดนีเซีย, จีน โดยจุดแข็งของสินค้าไทยสามารถสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรับทำเว็บไซต์ e-commerce ด้วยเอกลักษณ์และจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร
Read more

Facebook เผยคนไทย “แชทซื้อของออนไลน์” อันดับ1 ของโลก

รู้กันดีอยู่แล้วว่าคนไทยใช้โซเชียลมีเดียสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะเรื่องช้อปปิ้งเว็บไซต์ ขาย สินค้า ออนไลน์คนไทยก็ไม่แพ้ใคร! จากข้อมูลล่าสุดที่ Facebook เปิดเผยว่า “คนไทยเป็นผู้นำเทรนด์ช้อปออนไลน์ผ่านแชทมากที่สุดในโลก”ตามข้อมูลจากรายงานที่ Facebook ทำร่วมกับ BCG (Boston Consulting Group) เพื่อสำรวจกลุ่มตัวอย่างเกือบ 9,000 คน ใน 9 ประเทศ ได้แก่ ไทย บราซิล อินโดนีเซีย อินเดีย เม็กซิโก มาเลเซีย ฟิลลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีชาวไทยรับทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ร่วมตอบแบบสำรวจครั้งนี้มากกว่า 1,200 คน เกี่ยวกับการรับรู้และการใช้แชทออนไลน์เพื่อซื้อสินค้า (นับตั้งแต่การพูดคุยกับแบรนด์ หรือผู้ค้าผ่านแชทออนไลน์ ตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อขายหรือหลังการซื้อขาย) ซึ่งพบพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์มากมาย
  • คนไทยที่ตอบแบบสำรวจราว 40% ยอมรับว่าพวกเขา “เคยซื้อสินค้าผ่านการแชทออนไลน์” ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 16% เท่านั้น
  • การซื้อผ่านแชท “เป็นประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ครั้งแรก” ของผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 55%
conversational commerce 02 โดยผลสำรวจดังกล่าว ยังพบพฤติกรรมของนักช้อป นักแชทชาวไทย ที่น่าสนใจ คนไทย ถูกจัดว่าเป็นกลุ่มคนที่มีการรับรู้เกี่ยวกับการซื้อขายทําเว็บไซต์ สินค้าผ่านแชทออนไลน์ในระดับสูงสุด โดย 86% บอกว่า พวกเขารู้ว่าสามารถสั่งของหรือซื้อผ่านแชทได้ ขณะที่ 61% ระบุว่าเคยมีประสบการณ์การแชทออนไลน์กับแบรนด์หรือผู้ขายขณะช้อปปิ้ง
  • เทรนด์นี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะ 75% ระบุว่าพวกเขาวางแผนทํา เว็บไซต์ “จะใช้จ่ายผ่านแชทออนไลน์มากขึ้น” ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือว่า “คนไทยแซงหน้าชาติอื่น”
  • สินค้าที่คนไทยชอบซื้อผ่านแชทมากที่สุด คือ เครื่องประดับแฟชัน 58% และสกินแคร์ 26%
  • “จ่ายเงินปลายทาง” และ “โอนเงินผ่านธนาคาร” เป็นวิธีการชำระเงินที่คนไทยนิยมใช้สูงสุด เมื่อซื้อสินค้าผ่านแชท
  • โดย 77% บอกว่ารู้จักการซื้อสินค้าผ่านแชทออนไลน์จากโพสต์โซเชียล ลิงก์หรือโฆษณาหน้าฟีด
  • การแชทเป็นการ “กระตุ้น” ให้มีแบรนด์หรือร้านค้าได้ลูกค้าจากช่องทางออนไลน์มากขึ้นในประเทศไทย
  • 93% ระบุว่า พวกเขามีแนวโน้ม ซื้อสินค้าจากร้านที่สามารถส่งข้อความพูดคุยกันได้มากกว่า
  • 52% รู้สึกสะดวกที่จะพูดคุยกับแชทบอทในการซื้อสินค้า เพื่อสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของสินค้า สถานะการจัดส่ง และขอดูภาพสินค้าเพิ่มเติม
conversational commerce 03 นอกจากนี้ ผลสำรวจดังกล่าวยังบ่งบอกถึงพฤติกรรมการใช้แชทออนไลน์เพื่อซื้อสินค้าของผู้คนในประเทศต่าง ๆ ดังนี้
  • 61% ระบุว่าพวกเขาใช้แชทเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าและราคา เป็นหลัก
  • 37% อยากใช้แชทเพราะรวดเร็วในการตอบกลับได้ทันที
  • 37% รู้สึกว่าการแชททำให้รู้ว่าร้านค้าน่าเชื่อถือหรือไม่ และยังสามารถต่อราคาได้ด้วย
  • 26% มองว่าแชททำให้พวกเขาได้รับคำแนะนำที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น
  • 27% การใช้แชทออนไลน์เป็นวิธีการซื้อสินค้าที่ง่าย
  • ช่วงวัยของนักช้อปออนไลน์ผ่านแชทนี้ มีอายุตั้งแต่ 18-64 ปี มีทุกเพศ และอาศัยอยู่ทั่วประเทศไม่ได้กระจุกตัวแค่เมืองใหญ่
  ที่มา : marketingoops.com
Read more

เว็บไซต์โปรโมชั่นช้อปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด

บริษัท Involve Media (Thailand) เปิดตัว 2 เว็บไซต์สำหรับขาช้อปออนไลน์ ที่รวบรวมโปรโมชั่น ดีล คูปองจากสร้าง เว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Lazada Shopee และอีกมากมาย สามารถเข้าชมเว็บไซต์ได้ที่ ShopCoupons Thailand บริษัท Involve Media (Thailand) เป็นบริษัทในเครือ Involve Media จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งมองเห็นโอกาสของตลาดบริษัทจัดทําเว็บไซต์ในประเทศไทย คนไทยนิยมช้อปออนไลน์อย่างมาก และมักมองหาส่วนลด คูปองต่างๆ เป็นประจำ จึงได้เปิดเว็บไซต์ ShopCoupons Thailand สำหรับรวบรวมส่วนลด คูปองจากร้านออกแบบ เว็บไซต์  ม่ว่าจะเป็น ส่วนลด Lazada, ส่วนลด Shopee, คูปองส่วนลด Konvy และอีกมาก ซึ่งการจะหาส่วนลด คูปองเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะรับทำเว็บไซต์ เว็บไซต์ E-Commerce มีเมนูจำนวนมาก หลายคนหาส่วนลดไม่เจอ หรือไม่เข้าใจส่วนลดนั้นๆInvolve Media เห็นปัญหาตรงนี้ จึงได้มีเว็บไซต์นี้ขึ้นมาเพื่อขจัดปัญหาดังกล่าว โดยการนำส่วนลด คูปองส่วนลด Lazada, Voucher ทุก E-Commerce มาไว้ในเว็บไซต์เดียว ทำให้ดูส่วนลดได้สะดวก เข้าใจง่าย นำส่วนลด คูปองนั้นๆ ไปใช้ได้ทันที ทั้งนี้ เว็บไซต์มีส่วนลด คูปองของแทบทุก E-Commerce ในไทย จึงมั่นใจได้ว่าจะหาส่วนลด คูปองเจอทุกเว็บไซต์ช้อปปิ้ง  อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการช้อปปิ้งออนไลน์อีกด้วย

นอกจากนี้ Involve Media ยังเปิดตัวอีกเว็บไซต์ นั่นคือ ProductNation Thailand  ซึ่งเราเห็นว่าสามารถช่วยตอบโจทย์นักช้อปได้อย่างดี ปัจจุบันเวลาเราจะซื้อของสักชิ้น ก็มักจะหาข้อมูล หรือดูรีวิวประกอบการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่ว่าทุกสินค้าจะมีรีวิว เว็บนี้มีแนวคิดที่ว่า อยากให้สินค้าทุกชิ้น ทุกประเภท มีรีวิวที่เกิดจากการใช้จริง ข้อมูลจริง จึงได้เปิดตัวเว็บไซต์นี้เพื่อรวบรวมรีวิวสินค้าทุกชิ้น ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น รีวิว Android Boxรีวิว Eye Cream รีวิว Gadget ทุกแบรนด์ ทุกยี่ห้อ พร้อมบอกข้อดี ข้อเสียประกอบการตัดสินใจ รวมถึงวิธีการเลือกซื้อสินค้านั้นๆ ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกในการตัดสินใจซื้อสินค้า และเลือกซื้อสินค้าได้ตรงตามความต้องการของคุณมากที่สุด

ทั้งสองเว็บไซต์เปิดตัวแล้วตั้งแต่ปี 2017 และให้ข้อมูลส่วนลด รีวิวสินค้าแก่นักช้อปไปมากมาย และเรายังคงเพิ่มดีล เพิ่มรีวิวสินค้าสม่ำเสมอเพื่อให้เว็บไซต์อัพเดท รวมถึงอัพเดท ปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อรองรับฟีเจอร์ใหม่ๆ มากขึ้นที่จะมาในปี 2020 นี้

ที่มา : marketingoops.com
Read more
ทำเว็บไซต์ WordPress

WordPress 4.0.1 ออกแล้ว

WordPress 4.0.1 เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดที่มีการเพิ่มเติมระบบความปลอดภัยทำเว็บไซต์ WordPress ที่ดีกว่าเวอร์ชั่นที่ออกมาก่อนหน้านี้ ถ้าคุณยังใช้ WordPress ทำเว็บไซต์และยังเป็นเวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า 3.9.2, 3.8.4, หรือ 3.7.4 คุณจะต้องอัพเดทเว็บไซต์ WordPress ให้เป็นเวอร์ชั่น 3.9.3, 3.8.5, or 3.7.5 เพื่อเสริมเรื่องความปลอดภัยให้มากขึ้น และถ้าเป็นไปได้เราแนะนำให้คุณอัพเดทเป็น WordPress เวอร์ชั่นล่าสุดคือ 4.0.1 ซึ่งถือว่าเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด เว็บไซต์ที่ทำด้วย WordPress เวอร์ชั่น 3.9.2 ลงมาจะเสี่ยงต่อการจู่โจมด้วยวิธี cross-site scripting รายการที่อัพเดทใน WordPress เวอร์ชั่นส่าสุดมีดังนี้
  • Three cross-site scripting issues that a contributor or author could use to compromise a site. Discovered by Jon Cave, Robert Chapin, and John Blackbourn of the WordPress security team.
  • A cross-site request forgery that could be used to trick a user into changing their password.
  • An issue that could lead to a denial of service when passwords are checked. Reported by Javier Nieto Arevalo and Andres Rojas Guerrero.
  • Additional protections for server-side request forgery attacks when WordPress makes HTTP requests. Reported by Ben Bidner (vortfu).
  • An extremely unlikely hash collision could allow a user’s account to be compromised, that also required that they haven’t logged in since 2008 (I wish I were kidding). Reported by David Anderson.
  • WordPress now invalidates the links in a password reset email if the user remembers their password, logs in, and changes their email address. Reported separately by Momen Bassel, Tanoy Bose, and Bojan Slavković of ManageWP.
Read more
รับทำเว็บไซต์ WordPress

บริษัทรับทำเว็บไซต์ ชาว AT ท่องเที่ยววังน้ำเขียว

เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 15-16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เหล่าทีมงานจาก บริษัท เอที ครีเอทีฟ โซลูชั่น จำกัด บริษัทรับทำเว็บไซต์ WordPress  และ cms อื่นๆ ของเรา ได้มีโอกาสไป Outing นอกสถานที่ กันไกลถึง วังน้ำเขียว โดยรีสอร์ท ที่เราเหล่าชาวคณะ Website Design & Development Company In Bangkok  ได้ไปพักกันนั้นมีชื่อว่า เวลาเวียน รีสอร์ท
Read more
รับทำเว็บไซต์ Wordpress

รับทำเว็บไซต์ WordPress รองรับ responsive design

บริษัท เอที ครีเอทีฟ โซลูชั่น จำกัด บริษัท รับทำเว็บไซต์ WordPress นั้น รับทำเว็บไซต์ responsive design ด้วย การทำเว็บไซต์ responsive นั้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะหากเว็บไซต์สวยงาม เมนูต่างๆกดได้ง่ายด้วยการเปิดจาก Smartphone ก็ถือว่าเป็นการอำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างดีเลยหล่ะค่ะ
Read more
รับทำเว็บไซต์ WordPress

ประชาสัมพันธ์ธุรกิจ องค์กร ด้วยการทำเว็บไซต์ WordPress

ในยุคที่มีการแข่งขันกันสูง ทำให้ผู้คนที่อยู่ในวงการธุรกิจหรือผู้ประกอบการต้องตื่นตัว กันอยู่เสมอ ต่างก็หากลยุทธุ์และวิธีการต่างๆเพื่อให้องค์กรของตนเองนั้น ได้มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ออกไป และวิธีหนึ่งที่ทุกคนต้องทำคือ การทำเว็บไซต์เพื่อโปรโมทองค์กร
Read more

แนะนำ WordPress 3.7

WordPress 3.7 ได้รับการปล่อยตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โพสต์ในบล็อกนี้เราจะนำเสนอวิดีโอแนะนำที่จะมีอะไรใหม่ใน 3.7 3.7 เป็นเวอร์ชั่นที่ถูกออกอย่างรวดเร็วจริงๆในการเตรียมความพร้อมสำหรับ 3.8 ซึ่งเป็น secheduled จะมาถึงก่อนสิ้นปีนี้
Read more

WordPress 3.5 (Elvin)

วันที่ 11 ธันวาคม 2555 wordpress.org ได้ปล่อย wordpress เวอร์ชั่นใหม่ออกมา คือ wordpress 3.5 ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "Elvin" (Elvin Jones มือกลองแนวแจ๊สชื่อดัง)
Read more

WordPress เวอร์ชั่นใหม่ 3.5.1

ออกมาแล้วครับ....สำหรับ wordpress เวอร์ชั่นใหม่ 3.5.1 ซึ่งเวอร์ชั่นนี้แก้ bug ที่เกิดขึ้นกับเวอร์ชั่น 3.5 ทั้งหมด 37 ข้อ (ใครอยากรู้รายละเอียดแบบลึก ๆ ก็ตามลิงค์นี้เลยนะครับ) แต่ผมขอยกตัวอย่างหัวข้อหลัก ๆ ดังนี้ครับ
Read more

WordPress 3.6 กับสิ่งที่คาดหวัง

หลังจากที่ WordPress 3.5 ถูกปล่อยออกมาเมื่อปลายปีก่อน และดูเหมือนว่าอีกนานกว่าที่จะมีเวอร์ชั่นใหม่ตามมา แต่ทีมพัฒนาของทาง Wordpress ดูเหมือนไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้เร่งพัฒนา WordPress 3.6 ทันทีที่ปล่อยตัว 3.5 ออกมา
Read more

WordPress 3.6 กับสิ่งที่คาดหวัง

หลังจากที่ WordPress 3.5 ถูกปล่อยออกมาเมื่อปลายปีก่อน และดูเหมือนว่าอีกนานกว่าที่จะมีเวอร์ชั่นใหม่ตามมา แต่ทีมพัฒนาของทาง Wordpress ดูเหมือนไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้เร่งพัฒนา WordPress 3.6 ทันทีที่ปล่อยตัว 3.5 ออกมา
Read more

WordPress เวอร์ชั่นใหม่ 3.5.1

ออกมาแล้วครับ....สำหรับ wordpress เวอร์ชั่นใหม่ 3.5.1 ซึ่งเวอร์ชั่นนี้แก้ bug ที่เกิดขึ้นกับเวอร์ชั่น 3.5 ทั้งหมด 37 ข้อ (ใครอยากรู้รายละเอียดแบบลึก ๆ ก็ตามลิงค์นี้เลยนะครับ) แต่ผมขอยกตัวอย่างหัวข้อหลัก ๆ ดังนี้ครับ
Read more

WordPress 3.5 (Elvin)

วันที่ 11 ธันวาคม 2555 wordpress.org ได้ปล่อย wordpress เวอร์ชั่นใหม่ออกมา คือ wordpress 3.5 ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "Elvin" (Elvin Jones มือกลองแนวแจ๊สชื่อดัง)
Read more

ใกล้จะถึงทางแยกที่ WordPress ต้องเลือกระหว่าง Blog หรือ CMS หรือทั้งสองอย่าง

ชื่อเรื่องดูจะแรงไปหน่อยนะครับกับ การเลือก ต้องเกริ่นก่อนนะครับว่า ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆผมจะเขียนบทความขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้งาน Wordpress ที่ทำเป็น Blog หรือ CMS หรือ Blog & CMS ตกใจเล่นๆ บทความทั้งหมดนี้ผมไม่ได้เป็นคนคิดเองหรอกครับ แต่นำมาจากสถิติของ Wordpress.org ได้เปิดโอกาศให้ผู้ใช้ทั่วโลกแสดงความคิดเห็นกันได้ (Global Survey)แบบสำรวจนี้หลายๆ คนอาจได้ทำไปแล้ว ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้แสดงความคิดเห็นกับเค้าด้วย (แอบโม้นิดๆ )  ถ้าเข้าไปที่ Wordpress.org จะเห็นแถบด้านบนอยู่พักหนึ่ง ตอนนี้ไม่ต้องไปหาหรอกครับ เพราะเค้าปิด Survey ไปแล้ว
Read more

วิธีป้องกัน WordPress Mu จากซอฟแวร์ระบบ Seo สำหรับทำ Link Wheel

สำหรับบางคนที่ทำ Wordpress Mu อาจเคยสงสัยว่าทำไมคนนี้ถึงโพสต์บทความตลอดเลย ตอนแรกก็ดีใจที่เราทำ Wordpress Mu แล้วมีคนสนใจมาใช้งาน แต่หากลองมองอีกแง่มุมหนึ่ง เป็นมุมมืดนิดๆ  นั่นคือ มุมของนักทำ SEO ที่ต้องการสร้าง Backlink กลับไปยังเว็บของตัวเอง โดยการโพสต์บทความและแทรกลิ้งที่เชื่อมโยงไปยังเว็บของนักทำ SEO เอง หรืออาจจะเป็นเว็บของลูกค้า บทความที่ถูกโพสต์ลงบนWordpress mu มักจะมีลิ้งอยู่ใบทความอย่างน้อย 1 ลิ้ง และก็ลองใช่ระบบเก็บ Log ในการลงชื่เข้าใช้งานว่ามีใครมาใช้งานเว็บบ้าง และเพิ่มปลั๊กอินในการเก็บรายละเอียดว่าคนที่เข้ามาในเว็บเรานั้น ใช้คำไหนในการค้นหาจาก Search Engine เพื่อเข้ามา ปรากฎว่า เจอตอ พะยะค่ะ มีบทความเพิ่มทุกชั่วโมง แต่ไม่มีการล๊อกอินเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วก็ยังพบอีกว่า พวกที่ Search เข้ามานั้น  จะมีลักษณะที่แปลกและแตกต่างจากชาวบ้านเค้า
Read more